back
ปลดล็อกการศึกษาไทย : เครือข่ายการศึกษาทางเลือก เตรียมดัน พ.ร.บ.การศึกษาภาคสังคมเข้าสภา
15 พ.ค. 2569 14:20
View: 135

Aukson
ในภาวะที่ระบบการศึกษาไทยเผชิญกับวิกฤตคุณภาพที่ถดถอยอย่างรุนแรง โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน สถานการณ์เด็กหลุดออกจากระบบ Drop-out กว่า 1 ล้านคน กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สะท้อนความล้มเหลวของการจัดการศึกษาแบบเสื้อโหล Onesize fits all ที่เน้นการผลิตซ้ำรูปมาตรฐานเดียว ไม่สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของชีวิตได้
การศึกษาทางเลือกตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงมีความสำคัญเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด การศึกษาไร้รอยต่อ เพื่อให้เด็กทุกคนจะสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัยและศักยภาพ โดยมีศูนย์การเรียนและบ้านเรียนเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการรักษาต้นทุนมนุษย์ของประเทศ
15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายการศึกษาทางเลือกภาคเหนือ และสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และตัวแทนภาคประชาสังคม ได้จัดวงพูดคุยเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางแก้ปัญหา พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ต่อนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเน้นไปที่งบประมาณอุดหนุนรายหัวและสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกับโรงเรียนในระบบ รวมถึงการลดอุปสรรคทางทะเบียนและข้อบังคับที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นสำหรับบ้านเรียน Homeschool
นอกจากนี้ กลุ่มเครือข่ายยังเสนอให้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษาภาคสังคม เพื่อรองรับความหลากหลายของผู้เรียน รวมถึงกลุ่มเด็กไร้สัญชาติและสามเณรที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงระบบฐานข้อมูลและงบประมาณพัฒนาคุณภาพชีวิต
ด้านรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอและแสดงเจตจำนงที่จะสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่น โดยสัญญาว่าจะให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน
ครูตั้ม เทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ก่อตั้งและครูใหญ่ของ โรงเรียนม่อนแสงดาว และในฐานะ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าวถึง สถานการณ์และบทบาทของศูนย์การเรียน และปัญหาที่เผชิญในปัจจุบัน
ข้อมูลสถิติ ณ เดือนมกราคม 2568 พบว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีศูนย์การเรียนรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศรวมถึง 2,944 แห่ง และดูแลผู้เรียนอยู่ถึง 17,943 คน ตัวเลขที่น่าสนใจคือ การจัดการศึกษาโดย ครอบครัว บ้านเรียน/Homeschool มีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 2,779 แห่ง รองรับผู้เรียน 3,198 คน
ในขณะที่การจัดการศึกษาโดย องค์กรเอกชน และ สถานประกอบการ แม้จะมีจำนวนแห่งน้อยกว่า แต่สามารถอุ้มเด็กที่อาจหลุดจากระบบหรือต้องการการศึกษาทางเลือกได้รวมกันกว่า 13,000 คน สถิตินี้สะท้อนศักยภาพของภาคประชาชนที่พร้อมเป็นหุ้นส่วนจัดการศึกษา หากรัฐบาลให้การสนับสนุนที่ตรงจุด
ปัญหา และข้อเสนอเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน
เครือข่ายการศึกษาทางเลือกได้ระบุปัญหาเชิงปฏิบัติที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เรียนและผู้จัดจัดการศึกษา
1.ปัญหางบประมาณและสิทธิประโยชน์
การขาดงบอุดหนุน ศูนย์การเรียน 4 ประเภท (บุคคล, องค์กรชุมชน, องค์กรเอกชน, สถานประกอบการ) ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐ ทั้งที่มีมติ ครม. อนุมัติหลักการไปแล้ว
ความเหลื่อมล้ำของสิทธิ เด็กในศูนย์การเรียนภาคสังคมไม่ได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐาน เช่น อาหารกลางวัน นมโรงเรียน และการลดหย่อนภาษี ซึ่งขัดต่อมาตรา 14 ของ พรบ. การศึกษาชาติ
2.อุปสรรคด้านการบริหารจัดการและกฎระเบียบ
คู่มือการดำเนินงาน ปัจจุบันยังคงใช้คู่มือเก่าที่ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับใหม่ และขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่างหลักเกณฑ์
ภาระด้านเอกสาร การยื่นขอจัดการศึกษาหรือต่ออายุแผนการศึกษาในบางเขตพื้นที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก (20-35 ชุด) และยังไม่มีระบบออนไลน์ที่ถาวร
ความซ้ำซ้อนในการเปลี่ยนช่วงชั้น เมื่อเด็กจบระดับชั้น (เช่น ป.6 จะขึ้น ม.1) ผู้ปกครองต้องเริ่มต้นกระบวนการยื่นเอกสารใหม่ทั้งหมดเสมือนเริ่มจดทะเบียนครั้งแรก ซึ่งสร้างภาระอย่างยิ่ง
3.ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐ
ทัศนคติของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ เจ้าหน้าที่จำนวนมากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรา 12 และหลักเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลางสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ การบังคับใช้กฎหมายที่คลาดเคลื่อน มีกรณีที่หน่วยงานท้องถิ่นเข้าใจผิดว่าการเรียนที่บ้าน Homeschool เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และบังคับให้เด็กต้องไปโรงเรียนปกติเนื่องจากไม่ทราบว่าบ้านเรียนคือสถานศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ชัชวาล ทองดีเลิศ นายกสมาคมการศึกษาทางเลือกไทย เสนอ Shift Paradigm สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่
1.การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ Learning Ecosystem ต้องปรับเปลี่ยนจาก "ระบบโรงเรียนเป็นฐาน" School-based ไปสู่ "ระบบชุมชนเป็นฐาน" Community-based โดยยึดหลัก 5 ประการ
1.ความหลากหลาย เลิกการศึกษาแบบ "เสื้อโหล" ที่ใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
2.ความเป็นเจ้าของ ให้เด็กและครอบครัวเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง
3.ความยืดหยุ่นของเวลา การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดแค่ 08.00 - 16.00 น.
4.การมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนจัดจัดการศึกษาได้อย่างอิสระ
5.การเรียนรู้ตลอดชีวิต เชื่อมโยงการเรียนเข้ากับการดำรงชีวิตและอาชีพ
เครือข่ายการศึกษาทางเลือก ยื่น ข้อเสนอ : กลไกขับเคลื่อนระยะสั้นและระยะยาว
ระยะสั้น จัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจ หรือศูนย์ประสานงานกลางเพื่อแก้ปัญหาการจดทะเบียนและการวัดผลระหว่างศูนย์การเรียนกับเขตพื้นที่การศึกษา
ระยะยาว ผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษาภาคสังคม" เพื่อรองรับการจัดการศึกษาที่หลากหลายและลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง












