back
“กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” ชุมนุมยื่นหนังสือ ครม.สัญจรอุดรธานี ต่อ รมว.วราวุธ ศิลปอาชา ถึงนายกฯ อนุทิน พร้อมแถลงการณ์นายกฯต้องยกเลิกเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี
3 พ.ย. 2569 14:18
View: 4

อยู่ดีมีแฮง
3 พฤศจิกายน 2569 “กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช ร่วมชุมนุม ณ บริเวณสถานีรถไฟอุดรธานี ก่อนส่งตัวแทน 10 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2569 ที่มลฑาทิพย์ ฮอล์ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ จ.อุดรธานี โดยเสนอให้ทบทวนโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี บนหลักความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
“กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้มีการทบทวนโครงการอย่างเป็นระบบ ขอให้ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ข้อกฎหมาย การศึกษาผลกระทบที่ตรวจวัดได้ และฟังเสียงของประชาชนเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ และในระหว่างการทบทวนนี้ ขอให้ชะลอการดำเนินการในขั้นตอนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ย้อนกลับไม่ได้จนกว่าจะมีข้อมูลเพียงพอและประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว โดยขอให้รัฐบาลจะใช้กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานีเป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิของประชาชน สิทธิชุมชน และความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
“ผมมาคัดค้านเหมืองแร่โปแตช ทราบว่าวันนี้นายกมาอุดรธานี ผมและชาวบ้านต่อสู้เรื่องนี้มานานกว่า 25 ปีแล้ว ซึ่งตอนนี้โครงการได้ประทานบัตรแล้วเนื้อที่กว่า 26,446 ไร่ เพราะเราเห็นผลกระทบที่เหมืองแร่โปแตชด่านขุนทดแล้ว เราก็กลัว ถ้าเกิดแบบนั้นขึ้น ชาวบ้านเราจะไปอยู่ที่ไหน ผมมาวันนี้มาต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินไว้ให้ลูกหลานครับ เพื่อมาเรียกร้องกับหน่วยงานรัฐผู้มีหน้าที่รับผิดชอบครับ” บุญเลิศ เหล็กเขียว กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวถึงความกังวลใจและความพยายามในการยืนหยัดปกป้องทรัพยากรในชุมชน เช่นเดียวกับ พิกุลทอง โทธุโย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ที่ย้ำถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่
“ไร่นาของเราประเมินมูลค่าไม่ได้ เรามีอาหารตามฤดูกาล บ้านเราหาปู หาปลาในไร่ในนา ทำนาทำสวน แต่ถ้ามีเหมืองเกิดขึ้น เราจะอยู่อย่างไร เราจึงมาขอให้นายกและผู้เกี่ยวข้องทบทวน EIA โครงการ ซึ่งวันนี้เรามาอธิบายให้ทุกคนตรงนี้ทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น ขอย้ำว่าเราเกิดมาบนผืนนา เราทำไร่ทำนา เรากินข้าว เราไม่ได้กินเกลือ เพราะฉะนั้นเราจึงมายืนยันว่าเราไม่เอาเหมืองแร่โปแตช ซึ่งในตอนนี้แม้จะยังไม่เกิดโครงการ ไม่มีอาคารโรงงานแต่ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านเองก็เครียดและเริ่มขัดแย้งกันในชุมชน” พิกุลทอง โทธุโย กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ปัจจุบันได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดินจังหวัดอุดรธานี จำนวน 4 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 26,446 ไร่ และมีอายุประทานบัตร 25 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2565 – 2590 ซึ่งเครือข่าย “กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” และประชาชนในพื้นที่มีข้อเสนอให้ รัฐบาลต้องพิจารณาข้อมูลและความเสี่ยงของโครงการอย่างรอบด้านถี่ถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการอนุญาตประทานบัตร และควรรับฟังข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและรอบด้าน โดยให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) และมาตรการทางกฎหมาย เพื่อสร้าง ความสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีการทบทวนโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีโดยคณะกรรมการอิสระประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา อุทกธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การทําเหมืองแร่ ด้านกฎหมาย และผู้แทนประชาชนในพื้นที่โดยไม่ให้การพิจารณาขึ้นอยู่กับข้อมูลจากฝ่าย ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่อนุญาตโครงการเพียงฝ่ายเดียว
พร้อมเสนอให้ทบทวนรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) และข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ตรวจสอบว่าข้อมูลทางวิชาการใน EIA ที่ใช้ประกอบการอนุญาตโครงการยังครอบคลุมสภาพพื้นที่ ข้อมูลเป็นปัจจุบันหรือไม่ เพราะว่า EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชํานาญการมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 และนํามาใช้ประกอบการขอประทานบัตร เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบหากพบว่า มีประเด็นสำคัญที่ข้อมูลเดิมยังไม่เพียงพอ ไม่เป็นปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝน และการเกิดแผ่นดินไหว ดังนั้น จึงขอให้จัดทำการศึกษาเพิ่มเติมใหม่โดยผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เป็นอิสระ และเปิดเผยผลการศึกษาต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้
นอกจากนี้ “กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี” พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนยังได้เรียกร้องต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ขอให้คณะรัฐมนตรีชะลอการพิจารณาและยังไม่อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูล และข้อกังวลของประชาชนอย่างครบถ้วน
ข้อ 2 ขอให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียน ได้แก่ โครงสร้าง ผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุน สัญญาที่เกี่ยวข้อง ภาระผูกพันของบริษัท และรายละเอียดผลประโยชน์ที่รัฐและ ประชาชนจะได้รับ โดยคํานึงถึงข้อจำกัดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล
ข้อ 3 ขอให้มีการตรวจสอบความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตชในระยะยาว
ข้อ 4 ขอให้มีการตรวจสอบและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรดิน และอาชีพเกษตรกรรม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่เป็นอิสระเข้ามามีส่วนร่วม
ข้อ 5 ขอให้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น ก่อนการแสดงความคิดเห็น และให้ข้อเสนอของประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อ 6 ขอให้รัฐบาลแจ้งผลการพิจารณาหนังสือคัดค้านฉบับนี้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมชี้แจงเหตุผลและ มาตรการดำเนินการให้ประชาชนทราบ
ขณะที่ระหว่างยื่นหนังสือต่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้สอบถามรายละเอียดและข้อกังวลต่อโครงการและตัวแทนที่เข้ายื่นหนังสือ และขอสวมกอด “มณี บุญรอด” กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เพื่อเป็นสัญญาใจ โดย มณี บุญรอด ขอให้รัฐบาลได้ทบทวน EIA เหมืองแร่โปแตชอุดรธานี และตั้งคณะทำงานโดยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี พร้อมย้ำรอทวงสัญญาหลังจากนี้ อีก 1 เดือน หากไม่มีความคืบหน้ากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีและภาคประชาชนชาวอุดรธานีระบุว่าจะไปติดตามความคืบหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกันนี้ พิกุลทอง โทธุโย ตัวแทนกลุ่มฯ ได้อ่านแถลงการณ์ ระบุให้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องยกเลิกโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ต้องแก้ไขผลกระทบเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทด ก่อนที่จะมาทำเหมืองแร่โปแตช อุดรฯ และย้ำจุดยืนจะสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมวิถีชีวิตคนอีสาน โดยยืนยันว่าการพัฒนาประเทศต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน บนฐานความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









