back
เสียงสะท้อนจากผืนดินและสายน้ำ เมื่อน้ำโขงเปลี่ยนไป
28 ต.ค. 2569 15:14
View: 45

นภัสสร สมรฤทธิ์
ริมแม่น้ำโขง... สายน้ำสายประวัติศาสตร์ที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาหลายชั่วอายุคน พื้นดินริมตลิ่งที่เคยอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยแปลงเกษตรเขียวขจีและเสียงหัวเราะของชาวบ้านผู้พึ่งพิงธรรมชาติ ทว่าในวันนี้ ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นเพียงผืนดินแตกร่าระแหงที่ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ปัญหาระดับน้ำขึ้น-ลงผันผวนผิดธรรมชาติอย่างไร้ทิศทางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำลายพืชผลทางการเกษตรจนเสียหายย่อยยับ ทิ้งไว้เพียงเศษซากความเหนื่อยล้าบนผืนดินที่แห้งเหี่ยว และหยาดเหงื่อของเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับอนาคตอันไม่แน่นอน
ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเชิงสิ่งแวดล้อม แต่คือความจริงที่กระทบต่อปากท้องของคนในชุมชนอย่างแสนสาหัส ในช่วงกิจกรรมของกลุ่มเยาวชน เด็กๆ ได้นำทางพวกเราทีมพี่อาสาไปพบกับ คุณยาย ผู้ปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพรพื้นบ้าน คุณยายเล่าให้ฟังด้วยสายตาของคนผ่านโลกมานานว่า ในอดีตเคยทำมาหากินด้วยการปลูกผักอุดมสมบูรณ์ริมโขงเพื่อกินในครอบครัวและขายเป็นรายได้เสริม แต่เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคของระดับน้ำที่เอ่อท่วมฉับพลันจนผักล้มตายทั้งหมด คุณยายจึงจำเป็นต้องย้ายขึ้นมาปลูกผักบริเวณพื้นที่สูงเหนือริมโขงแทน นอกจากนี้ อาชีพหลักของคุณยายรวมถึงคนในชุมชนยังผูกพันอยู่กับการขาย "ปลานิล" ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในท้องถิ่น
หลานสาวของคุณยายยังได้พาพวกเราไปพูดคุยกับ คุณน้า ผู้ทำอาชีพเลี้ยงปลานิลใน "กระชัง" ซึ่งเป็นวิถีการทำมาหากินที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตลอดชายฝั่งโขง แม้การเลี้ยงปลากระชังจะเป็นอาชีพเสริมที่ดูเหมือนโตไว คุ้มทุน และเลี้ยงง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่แน่นอน เพราะหากวันใดที่แม่น้ำโขงเกิดปัญหาน้ำขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลาก็จะเกิดอาการ "น็อกน้ำ" ตายยกกระชัง สร้างความเสียหายจนไม่สามารถนำไปขายได้
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตนิเวศที่เปลี่ยนไปได้บีบให้วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกกลืนกิน ในอดีต ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องหาเงินทุนมหาศาล เพราะแม่น้ำโขงคือธนาคารอาหารที่สามารถออกไปหาปลาธรรมชาติมากินและเลี้ยงชีพได้ตามวิถีชีวภาพ ทว่าปัจจุบัน สารปนเปื้อนในน้ำและระบบนิเวศที่ถูกทำลาย ทำให้ปลาธรรมชาติในแม่น้ำโขงค่อยๆ หายไปจนเหลือน้อยลงทุกที
ความเปลี่ยนแปลงนี้บังคับให้ชาวบ้านที่ไม่เหลือทางเลือก ต้องหันมาทำ "ประมงพันธะสัญญา" สำหรับคนที่มีทุนไม่เพียงพอ พวกเขาต้องไปกู้ยืมเงินทุนและผูกขาดการขายผลผลิตให้กับนายทุนเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าชาวริมโขงต้องแบกรับทั้งความเสี่ยงทางธรรมชาติและพันธนาการทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดในปัจจุบัน
ท่ามกลางวิกฤตและความสิ้นหวังที่กัดกินชุมชน ประกายไฟแห่งความหวังก็ได้จุดติดขึ้น ระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เด็กๆ และเยาวชนในพื้นที่ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้รวมตัวกันเข้าร่วมกิจกรรม “ผู้พิทักษ์ฮักโขง”กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นริมฝั่งโขงเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงพื้นที่จริง สำรวจสภาพปัญหา และรับฟังเสียงสะท้อนจากปากของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากคุณยายและคุณน้าในชุมชน แม้การระดมความคิดและการทำกิจกรรมร่วมกันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันได้เปิดมุมมองใหม่ให้เด็กๆ ได้เห็นความเปราะบางของบ้านเกิด และตระหนักว่าปัญหาเหล่านี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ไฮไลท์สำคัญอย่าง "กิจกรรมทำอาหารพื้นบ้าน" จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้รู้จัก เรียนรู้ รับรู้ และตระหนักถึง "คุณค่าของวัตถุดิบ" ที่มาจากภูมิปัญญาและผืนแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้เห็นว่าอาหารแต่ละคำ วัตถุดิบแต่ละชิ้น มีเรื่องราวการต่อสู้และความเชื่อมโยงกับสายน้ำโขงอย่างไร
กิจกรรม “ผู้พิทักษ์ฮักโขง” จึงเป็นมากกว่าค่ายเยาวชนทั่วไป แต่เป็น "จุดเริ่มต้น" สำคัญที่จุดประกายความตระหนักรู้ ให้เด็กและเยาวชนเกิดคำถามและร่วมกันระดมความคิดว่า "เราจะกอบกู้บ้านเกิดของเราอย่างไร?"
พวกเขาร่วมกันคิด ร่วมกันสะท้อนมุมมอง และฝึกฝนการเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน แม้วันนี้พวกเขาจะยังเป็นเพียงเด็กที่กำลังเรียนรู้โลก แต่ในวันข้างหน้า เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ปกป้อง และเยียวยาผืนแผ่นดินบ้านเกิด เพื่ออนุรักษ์และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่านี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การกอบกู้แม่น้ำโขงไม่ได้หมายถึงเพียงการฟื้นฟูดินและน้ำ แต่คือการรักษา "วิถีชีวิต จิตวิญญาณ และคุณค่าของชุมชนริมโขง" ให้ยังคงเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง











