back

เชียงใหม่ขอ ครม. ตั้ง "Sandbox" ทดลองกติกาจัดการไฟและฝุ่น PM 2.5 หลังวิธีเดิมใช้ไม่ได้ผลเต็มที่

27 ต.ค. 2569 14:55 View: 4
author profile image
Yuthaprom Somjai
| จากการประชุมเตรียมร่างประกาศจังหวัดและปฏิทินไฟ 27 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมเตรียมร่างประกาศจังหวัดเชียงใหม่และปฏิทินการใช้ไฟ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สรุปแนวทางว่า จังหวัดจะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอสถานะ "Sandbox" เพื่อทดลองกติกาใหม่ในการบริหารจัดการไฟและลดฝุ่น PM 2.5 โดยตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องร่วมกับกรุงเทพฯ สระบุรี น่าน และพื้นที่อ่าวพังงา-คุ้งบางกระเจ้า Sandbox คืออะไร Sandbox ไม่ใช่อำนาจพิเศษหรือสิทธิพิเศษ แต่เป็นพื้นที่ทดลองที่จำกัดวงไว้เฉพาะเชียงใหม่ กติกาใหม่ที่ปลดล็อกจึงไม่ส่งผลต่อจังหวัดอื่น เช่น ลำปางหรือพะเยา หากทดลองแล้วได้ผล ก็นำกติกานั้นไปใช้ในพื้นที่อื่น และสถานะ Sandbox จะสิ้นสุดลง หากยังไม่ได้ผลก็ขอทดลองต่อเพื่อปรับปรุง หลักคิดสำคัญคือ จังหวัดพร้อมรับความเสี่ยงและความรับผิดชอบจากการทดลอง และถือว่าผลลัพธ์ทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จคือการเรียนรู้ ทำไมวิธีเดิมจึงไม่พอ ปัญหาที่ถูกยกขึ้นมาในที่ประชุมมีหลายส่วน ประการแรก ประกาศจังหวัดในปีก่อน ๆ ถูกจัดทำโดยศูนย์ราชการเป็นหลัก และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ปีที่ผ่านมาค่อนข้างสับสน จึงขอให้ฝ่ายวิชาการร่วมร่างประกาศด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น ประการที่สอง การแบ่งประเภทไฟมีมากถึง 30 ประเภท ซึ่งเข้าใจยาก ทีมวิชาการจึงสรุปเหลือ 9 ประเภท โดยตัดสินจากผลโหวตของเวทีผู้เกี่ยวข้องเมื่อปีก่อน ที่ให้ไฟแต่ละประเภทเป็นสีเขียว เหลือง หรือแดง ประการที่สาม แผนบริหารเชื้อเพลิงที่ส่งกันมาทุกปีไม่ได้ถูกใช้จริงทั้งหมด บางพื้นที่ทำได้เพียงราว 10-20% ของแผน ทั้งจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและนโยบาย ประการสุดท้าย ที่ถูกเน้นมากที่สุดคือข้อโต้แย้งเรื่องการใช้ข้อมูลฝุ่น เมื่อปีที่แล้วเกิดกรณีที่พื้นที่หนึ่งมีแผนบริหารเชื้อเพลิง แต่จังหวัดสั่งงดใช้ไฟเพราะค่าฝุ่นขึ้นสีแดงทั้งจังหวัด โดยอ้างอิงสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งยังยืนยันรัศมีการตรวจวัดไม่ได้ ทำให้พื้นที่ห่างไกลสถานี เช่น ฮอด เชียงดาว และแม่แจ่ม ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงต้องการให้นำเซนเซอร์ท้องถิ่นมาใช้ประกอบการตัดสินใจให้มากขึ้น ขณะที่ฝ่ายวิชาการเห็นว่าทำได้ในส่วนเกณฑ์สั่งพักแผน แต่เกณฑ์เยียวยาที่เกี่ยวกับกฎหมายต้องใช้เครื่องมือมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด กติกาใหม่ที่เสนอ: ไฟทุกจุดต้องอยู่ในแผนและมีพิกัด ร่างประกาศเสนอหลักกลางว่า ไฟทุกจุดต้องอยู่ในแผนและมีพิกัดชัดเจน แบ่งเป็นกลุ่ม ก. ไฟตามแผน กลุ่ม ข. ไฟนอกแผนที่ห้ามใช้ และกลุ่ม ค. ไฟที่ไม่ปรากฏเจ้าภาพซึ่งต้องกำหนดผู้รับผิดชอบล่วงหน้า ไฟตามแผนแบ่งเป็น 3 ชั้น พร้อมเพดานพื้นที่ ได้แก่ ไร่หมุนเวียน 120,000 ไร่ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง 300,000 ไร่ และไฟเกษตรบนพื้นที่สูงรวมไฟหญ้าระบัด 180,000 ไร่ ตัวเลขที่รวบรวมถึงวันที่ 7 กันยายนอยู่ที่ราว 90,000 ไร่ 250,000 ไร่ และ 76,000 ไร่ ตามลำดับ ส่วนเพดานรวมทั้งจังหวัดอยู่ที่ราว 600,000-700,000 ไร่ ท้องถิ่นใดไม่ส่งแผน จะถือว่าไฟทุกกรณีในพื้นที่นั้นเป็นไฟนอกแผน และรายการที่ไม่มีพิกัดหรือพิกัดในระบบไม่ตรงกับเอกสารก็ไม่ถือเป็นไฟในแผนเช่นกัน ข้อมูลจะถูกบันทึกในระบบ "ไฟดี" และ Burn Check และเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งนี้ ไร่หมุนเวียน 120,000 ไร่ ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม จะไม่ถูกสั่งพักแผน ไม่ว่าค่าฝุ่นจะสูงเพียงใด กรอบเวลา หมู่บ้านและท้องถิ่นต้องลงพิกัดแปลงภายใน 8 ธันวาคม จากนั้นจะรวบรวมเป็นปฏิทินไฟและตรวจเทียบเพดานทั้งจังหวัด ก่อนส่งปฏิทินลงระบบไฟดีภายใน 15 ธันวาคม ช่วง 15-22 ธันวาคม ทีมวิชาการจะตรวจแบบจำลองเอลนีโญและการคาดการณ์ลม แล้วจึงประกาศปฏิทินต่อสาธารณะ เมื่อเข้าสู่ฤดูไฟจะไม่มีการปรับปฏิทินแบบเรียลไทม์ ยกเว้นการสั่งพักการใช้ไฟตามเกณฑ์ ซึ่งยังต้องกำหนดว่าผู้มีอำนาจสั่งพักคือนายอำเภอหรือคณะกรรมการระดับจังหวัด ฝ่ายวิชาการยังเสนอให้วางปฏิทินโดยดูทิศทางลมและการระบายอากาศ เช่น หากเผาช่วงต้นกุมภาพันธ์ควันมีแนวโน้มไม่เข้าเมืองเชียงใหม่ แต่ถ้าเผาในเดือนมีนาคมควันจะพัดเข้าแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน โครงสร้างบริหารและแรงจูงใจ จังหวัดเตรียมตั้งคณะกรรมการอำนวยการระดับจังหวัดชุดใหม่ พร้อมคณะกรรมการระดับอำเภอ (นายอำเภอเป็นประธาน) และระดับตำบล (นายก อบต.) ภายใต้จังหวัดมีอนุกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ ติดตามแผน บริหารเชื้อเพลิง และศูนย์วิเคราะห์ข้อมูล โดยแยกศูนย์อำนวยการจังหวัดที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาว ออกจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ตั้งที่ อบจ. เพื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน จังหวัดยังเสนอรางวัล 50,000 บาทให้หมู่บ้านที่ส่งแผนและบริหารจัดการได้สำเร็จ ขณะที่แผนของ อปท. ทั้ง 211 แห่งเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ด้านพื้นที่ป่า ทีมวิชาการเสนอให้ทดลองกับป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง โดยอาศัยมาตรา 65 ของกฎหมายอุทยาน กำหนดขอบเขตเก็บหาของป่าและการจัดการไฟร่วมกับชุมชน ส่วนการจุดไฟล่าสัตว์ถือเป็นไฟต้องห้าม เพราะผิดกฎหมายในพื้นที่อนุรักษ์ ความท้าทายที่ยังต้องแก้ ผู้ร่วมประชุมชี้ว่า ยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อหลายเรื่อง ได้แก่ อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดที่อาจซ้อนกับหน่วยงานป่าไม้และอุทยาน กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ป่าที่ยังไม่สะดวกใจระบุแปลงและยังไม่เห็นแรงจูงใจในการลดเลิก พื้นที่ช่องว่างระหว่างหมู่บ้านที่ไม่มีเจ้าภาพและเกิดไฟซ้ำซาก ตลอดจนวันห้ามเผาที่ไม่ตรงกันระหว่างจังหวัดข้างเคียง โดยตัวแทน อบต. ปงทุ่ง อำเภอดอยเต่า ระบุว่า เชียงใหม่ประกาศห้ามเผาตั้งแต่ 1 มกราคม แต่ลำพูนประกาศ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้ไฟลามข้ามเขต นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้เตรียมแผนรับมือกรณีเลวร้ายจากซูเปอร์เอลนีโญ เช่น การลดเพดานลงเหลือ 600,000 ไร่ในช่วงเวลาที่แคบลง ระดับรายสัปดาห์หรือรายโซน และให้ซักซ้อมสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อหนุนการตัดสินใจของผู้ว่าฯ ทั้งนี้ ยังต้องรอการอนุมัติของ ครม. และรายละเอียดเกณฑ์สั่งพักแผนที่ต้องกำหนดต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง