back
โลกกำลังร้อนขึ้น แต่ใครกำลังรวยขึ้น? เมื่อการเงินโลกแปลงวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนี้ของประชาชน
21 ต.ค. 2569 16:53
View: 55

ตาล วรรณกูล
สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ชี้ความย้อนแย้งของระบบการเงินโลก เมื่อผู้ก่อวิกฤตไม่ต้องจ่ายอย่างเป็นธรรม ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและชุมชนผู้เผชิญผลกระทบกลับถูกผลักให้กู้เงินเพื่อเอาชีวิตรอด พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ปกป้องสิทธิชุมชน และเปลี่ยนการพัฒนาที่มองธรรมชาติเป็นเพียงแหล่งสะสมทุน
โลกไม่ได้กำลังร้อนขึ้นเพียงเพราะอุณหภูมิสูงขึ้นไม่กี่องศา แต่กำลังร้อนขึ้นเพราะความไม่เป็นธรรมที่สะสมมาอย่างยาวนานกำลังเผาผลาญชีวิตผู้คนไปพร้อมกับผืนป่า แม่น้ำ ทะเล และแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่
ในขณะที่โลกพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประเทศต่าง ๆ ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสถาบันการเงินระหว่างประเทศนำเสนอแผนการลงทุนเพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ยังมีคำถามสำคัญที่ไม่เคยได้รับคำตอบอย่างเป็นธรรมว่า ใครเป็นผู้สร้างวิกฤต ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาที่ผ่านมา และใครกำลังถูกบังคับให้จ่ายเงินเพื่อแก้ไขความเสียหายที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้นน้อยที่สุด
คำถามนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของอำนาจ การจัดสรรทรัพยากร และโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำหนดว่าใครมีสิทธิใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และใครต้องยอมรับความเสี่ยงเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของคนอื่นเดินหน้าต่อไป
ข้อเรียกร้องของประชาชนต่อกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจัดทำขึ้นในวาระการประชุมประจำปี 2569 ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และการชุมนุม Global Day of Action ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในกว่า 150 เมือง จาก 38 ประเทศ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการยื่นข้อเสนอเพื่อปรับปรุงนโยบายทางการเงิน แต่เป็นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจที่กำหนดอนาคตของผู้คนและโลกใบนี้
สำหรับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่อาจแยกขาดจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง และความเหลื่อมล้ำได้อีกต่อไป
เพราะเมื่อธรรมชาติถูกทำลาย ความเสียหายไม่ได้ตกลงบนทุกคนอย่างเท่าเทียม และเมื่อมีการกำหนดนโยบายเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ผลประโยชน์จากนโยบายนั้นก็ไม่ได้ตกถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมเช่นกัน
หนี้ของใคร และใครกันแน่ที่ต้องจ่าย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกมักถูกอธิบายผ่านตัวเลขการเติบโต การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขัน แต่ภายใต้ตัวเลขเหล่านั้น ยังมีอีกบัญชีหนึ่งที่ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในรายงานผลประกอบการ นั่นคือบัญชีความสูญเสียของชุมชน บัญชีทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้ไป และบัญชีชีวิตของผู้คนที่ต้องรับภาระจากการตัดสินใจซึ่งพวกเขาแทบไม่มีโอกาสร่วมกำหนด
เอกสารข้อเรียกร้องของประชาชนต่อกลุ่มธนาคารโลกสะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่า นโยบายหนี้และมาตรการรัดเข็มขัดอาจผลักให้รัฐบาลลดงบประมาณด้านสาธารณสุข การศึกษา น้ำ ที่อยู่อาศัย และสวัสดิการ เพื่อนำทรัพยากรไปชำระหนี้ ขณะที่ภาระของวิกฤตกลับตกหนักอยู่กับคนทำงาน ผู้หญิง และประชาชนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด
ความย้อนแย้งยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาปัญหาสภาพภูมิอากาศ ประเทศและชุมชนที่เผชิญน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ จำเป็นต้องมีทรัพยากรเพื่อปรับตัว ฟื้นฟูความเสียหาย และสร้างหลักประกันให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้
แต่หากเงินทุนที่ได้รับมาอยู่ในรูปของเงินกู้ ภาระในการชำระหนี้ก็อาจติดตามประเทศเหล่านั้นไปอีกหลายปี แม้ภัยพิบัติครั้งนั้นจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาชนอาจต้องเผชิญความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในวันนี้ และต้องจ่ายคืนต้นทุนของการรับมือวิกฤตนั้นในวันข้างหน้า
ความช่วยเหลือที่ทำให้ผู้รับต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้น จึงต้องถูกตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเป็นการแบ่งเบาภาระ หรือเพียงการย้ายภาระจากวันนี้ไปให้คนรุ่นต่อไป
สมัชชาฯ เห็นว่า การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและความสามารถในการแบกรับต้นทุนของแต่ละประเทศ เงินให้เปล่าที่เข้าถึงได้จริง ไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มเติม และตอบสนองความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ จึงควรเป็นกลไกสำคัญของการสนับสนุนประเทศที่เปราะบาง มากกว่าการพึ่งพาเงินกู้เป็นคำตอบหลัก
พลังงานสะอาดที่แลกด้วยผืนดินของคนอื่น
ความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกจะผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดหรือลมได้มากเพียงใดเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า เราจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานใหม่โดยไม่ผลิตซ้ำความอยุติธรรมแบบเดิมได้หรือไม่
โลกต้องการพลังงานสะอาด แต่พลังงานสะอาดต้องการพื้นที่ ต้องการแร่ธาตุ ต้องการโครงสร้างพื้นฐาน และต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล หากการจัดหาองค์ประกอบเหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่เคารพสิทธิของชุมชน การเปลี่ยนผ่านที่ประกาศว่าจะช่วยโลกก็อาจกลายเป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการแย่งยึดทรัพยากร
เหมืองแร่ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจสร้างแรงกดดันต่อป่าไม้ แหล่งน้ำ และพื้นที่ทำกิน ขณะที่โครงการพลังงานขนาดใหญ่ซึ่งกำหนดจากส่วนกลางโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่การโยกย้ายชุมชน ความขัดแย้งเรื่องที่ดิน และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านเทคโนโลยีหรือการปฏิเสธพลังงานหมุนเวียน แต่เป็นการปฏิเสธแนวคิดที่ถือว่าเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศสามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อยกเว้นความรับผิดชอบต่อสิทธิของผู้คนได้
หากชุมชนต้องสูญเสียที่ดินทำกินเพื่อผลิตแร่สำหรับแบตเตอรี่ หากแม่น้ำต้องรับมลพิษจากกระบวนการสกัดทรัพยากร หรือหากคนท้องถิ่นไม่มีสิทธิกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ การเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนย่อมไม่เพียงพอ
สมัชชาฯ เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมต้องเริ่มต้นจากหลักการสำคัญว่า ไม่มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมใดควรถูกใช้เป็นใบอนุญาตให้ละเมิดสิทธิของประชาชน
ชุมชนต้องมีสิทธิได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนล่วงหน้า มีอิสระในการตัดสินใจว่าจะให้ความยินยอมหรือไม่ โดยปราศจากการบังคับหรือกดดัน และต้องสามารถเข้าถึงกลไกตรวจสอบ เยียวยา และความรับผิดรับชอบได้จริง
ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต้องยุติการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ใช้คำว่า “การเปลี่ยนผ่าน” มาเป็นข้ออ้างในการดำเนินธุรกิจที่ยังคงสร้างความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศและชุมชน
เพราะการเปลี่ยนแหล่งพลังงาน โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจที่ควบคุมพลังงาน อาจทำให้โลกได้เทคโนโลยีใหม่ แต่ประชาชนยังต้องเผชิญความอยุติธรรมแบบเก่า
ธรรมชาติไม่ใช่หลักประกันเงินกู้ของระบบเศรษฐกิจ
ในโลกของการเงิน ที่ดินอาจถูกประเมินเป็นมูลค่าการลงทุน ป่าไม้อาจถูกแปลงเป็นตัวเลขในบัญชีทรัพยากร แหล่งแร่ใต้ภูเขาอาจถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่รอการนำออกมาใช้ และแม่น้ำอาจถูกประเมินจากศักยภาพในการผลิตพลังงานหรือรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่กับทรัพยากรเหล่านั้น ป่าไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวในแผนที่ แม่น้ำไม่ใช่แค่เส้นสีน้ำเงินในรายงาน และที่ดินไม่ใช่เพียงตัวเลขราคาตลาด
ทั้งหมดคือแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสถานที่ และความสามารถของชุมชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง
เมื่อการตัดสินใจด้านการเงินและการลงทุนถูกกำหนดจากศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากกว่าสิทธิและความต้องการของคนในพื้นที่ ธรรมชาติก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นหลักประกันของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประชาชนต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการลงทุนเหล่านั้น
เอกสารข้อเรียกร้องต่อกลุ่มธนาคารโลกจึงให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบนิเวศ ทั้งป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ และพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรนิเวศที่ชุมชนเป็นผู้นำ ตลอดจนการกระจายอำนาจในการกำหนดนโยบายพลังงานและการใช้จ่ายเงินสาธารณะ
สำหรับสมัชชาฯ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการประกาศเขตพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมาย หรือการเพิ่มงบประมาณเพื่อรักษาผืนป่า หากปราศจากการพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากร ใครเป็นผู้กำหนดกติกา และใครต้องแบกรับผลกระทบจากการตัดสินใจเหล่านั้น
การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม อาจกลายเป็นการอนุรักษ์ที่ปกป้องพื้นที่ธรรมชาติบางส่วน แต่ปล่อยให้ผู้คนที่อยู่กับพื้นที่นั้นต้องต่อสู้กับความไม่มั่นคงในชีวิตของตนเอง
ในทางกลับกัน การพัฒนาที่อ้างความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพื่อทำลายระบบนิเวศ ก็ไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มปากเช่นกัน
โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างระบบการจัดการทรัพยากรที่ไม่ผลักให้คนกลุ่มหนึ่งต้องสูญเสียทุกอย่าง เพื่อให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
คืนอำนาจให้ประชาชน ก่อนที่โลกจะเหลือเพียงตัวเลขในบัญชี
ข้อเรียกร้อง 23 ประการต่อกลุ่มธนาคารโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การแก้ไขวิกฤตหนี้ การจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม การยุตินโยบายรัดเข็มขัด การจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ไปจนถึงการยุติการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล การคุ้มครองสิทธิชุมชน และการปกป้องระบบนิเวศ
แม้ข้อเรียกร้องเหล่านี้จะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีแกนกลางร่วมกันอยู่ประการหนึ่ง คือการตั้งคำถามต่อระบบที่รวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจไว้กับรัฐบาล เจ้าหนี้ บรรษัท และสถาบันการเงิน ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจกลับมีอำนาจจำกัดในการกำหนดทิศทางของตนเอง
สมัชชาฯ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือการปรับถ้อยคำในนโยบายการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน แต่ต้องเปลี่ยนหลักคิดที่ใช้กำหนดว่าเงินทุนจะไหลไปที่ใด ใครมีสิทธิได้รับประโยชน์ และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย
งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมต้องตรวจสอบได้ เงินทุนเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศต้องไม่สร้างหนี้ซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบ โครงการพัฒนาต้องเปิดเผยข้อมูลและให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และสถาบันการเงินต้องมีกลไกความรับผิดรับชอบที่นำไปสู่การเยียวยาความเสียหายได้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศเจตนารมณ์ที่ไม่มีผลผูกพันในทางปฏิบัติ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานที่มีอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ตั้งแต่การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การจัดการป่าไม้และแหล่งน้ำ ไปจนถึงการวางแผนพลังงานและการจัดสรรงบประมาณสาธารณะ
การมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ใช่การเชิญประชาชนเข้าร่วมประชุมหลังจากตัดสินใจไปแล้ว แต่คือการยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิร่วมกำหนดการตัดสินใจตั้งแต่ต้น และมีสิทธิตั้งคำถาม คัดค้าน หรือปฏิเสธโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิของตนเองภายใต้กระบวนการที่เป็นธรรม
คำถามที่สถาบันการเงินโลกต้องตอบ
สมัชชาฯ ขอเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารโลก IMF ประเทศสมาชิก รัฐบาลประเทศเจ้าหนี้ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทบทวนบทบาทและนโยบายที่อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและวิกฤตสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ยุติการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเปลี่ยนทิศทางเงินทุนให้สอดคล้องกับการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม
2. เปลี่ยนเงินทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศให้เป็นกลไกสนับสนุนที่ไม่สร้างภาระหนี้เพิ่ม โดยให้ความสำคัญกับเงินให้เปล่า การเข้าถึงเงินทุนของชุมชน และความต้องการของประเทศที่ได้รับผลกระทบ
3. คุ้มครองสิทธิชุมชนและระบบนิเวศจากโครงการลงทุน โดยเฉพาะโครงการเหมืองแร่และพลังงานที่อาจนำไปสู่การแย่งยึดที่ดิน การโยกย้ายประชาชน และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
4. กระจายอำนาจการตัดสินใจด้านทรัพยากรและพลังงาน ให้ท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทอย่างแท้จริง พร้อมรับประกันการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน
5. สร้างระบบความรับผิดรับชอบและการเยียวยาความเสียหาย ที่ตรวจสอบได้ มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าถึงความยุติธรรม
พร้อมกันนี้ สมัชชาฯ สนับสนุนข้อเรียกร้องให้กลุ่มธนาคารโลกตอบข้อเรียกร้องของประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุว่าจะดำเนินการเรื่องใด ด้วยวิธีการอย่างไร และภายในระยะเวลาเท่าใด เพื่อให้สังคมสามารถติดตามและตรวจสอบความคืบหน้าได้
เพราะความรับผิดชอบของสถาบันที่มีอำนาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อมีการอนุมัติเงินทุนหรือเผยแพร่รายงานความยั่งยืน แต่ต้องครอบคลุมถึงผลที่เกิดขึ้นจริงกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมด้วย
ท้ายที่สุด วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังบังคับให้มนุษยชาติต้องตัดสินใจว่าจะจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติใหม่อย่างไร แต่การตัดสินใจครั้งนี้จะไม่มีความหมาย หากคำตอบยังคงถูกกำหนดโดยผู้ที่ถือครองเงินทุน ขณะที่คนซึ่งต้องอยู่กับผลกระทบไม่มีสิทธิแม้แต่จะกำหนดอนาคตของตนเอง
เราอาจสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ อาจค้นพบแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้ และอาจระดมเงินทุนได้อีกมหาศาล แต่เราไม่อาจเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าความก้าวหน้า หากเบื้องหลังความสำเร็จยังมีชุมชนที่สูญเสียที่ดิน มีแม่น้ำที่ปนเปื้อน มีผืนป่าที่ถูกทำลาย และมีผู้คนที่ต้องกู้ยืมเงินเพื่อประคองชีวิตหลังภัยพิบัติ
โลกไม่ได้ขาดแคลนคำประกาศเรื่องความยั่งยืน สิ่งที่โลกกำลังขาดแคลนคือความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างที่ทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัว แต่ความเสียหายกระจายไปทั่ว
สำหรับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปกป้องโลกจึงต้องหมายถึงการปกป้องสิทธิของผู้คนไปพร้อมกัน และการสร้างอนาคตที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่งของคนบางกลุ่ม โดยปล่อยให้ประชาชนส่วนใหญ่รับภาระของความสูญเสีย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกไม่ควรถูกบริหารราวกับเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่สร้างผลกำไรสูงสุด และประชาชนก็ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงตัวเลขหนี้ในบัญชีของใคร
ประชาชนและโลกต้องมาก่อนหนี้และผลกำไร
...
ข้อเรียกร้องของประชาชนต่อกลุ่มธนาคารโลก
สมัชชาประชาชนระหว่างประเทศและวันชุมนุมของโลก
16 ตุลาคม 2569
1. ยกเครื่องระบบการเงินระหว่างประเทศ — ธนาคารโลกและ IMF ต้องยึดหลักความเป็นธรรมด้านหนี้ สภาพภูมิอากาศ และสังคมเป็นหลัก พร้อมยกเลิกหนี้ต่างประเทศของประเทศรายได้น้อยและประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้ประเทศเหล่านี้นำทรัพยากรไปใช้ในจัดการสวัสดิการถ้วนหน้า การปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รับมือภัยพิบัติ และพัฒนาอย่างยั่งยืน
2. ผลักดันกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยหนี้สาธารณะของรัฐ — จัดตั้งกลไกระหว่างประเทศภายใต้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อป้องกันและแก้ไขวิกฤตหนี้ของรัฐอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยเปิดให้ภาคประชาสังคมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
3. ผลักดันกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ — สร้างระบบกำกับดูแลภาษีระหว่างประเทศที่เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม จัดสรรสิทธิในการเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม ยุติการหลีกเลี่ยงภาษีของบรรษัทและการไหลเวียนของเงินที่ผิดกฎหมาย
4. จัดสวัสดิการและหลักประกันทางสังคมถ้วนหน้าในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนา — รับประกันให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมและใช้งบประมาณของรัฐ
5. ธนาคารโลกต้องยุติบทบาทและความเกี่ยวข้องกับระบบการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ — เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศต้องเป็นเงินให้เปล่าที่ไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น และยุติการให้เงินกู้ด้านสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ประเทศผู้รับเงินทุนต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่ม
6. ยุตินโยบายที่ผลักดันให้บริการสาธารณะกลายเป็นธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร เพิ่มงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะและค่าจ้างแรงงานภาครัฐ พร้อมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ และกระจายความรับผิดชอบด้านงานดูแลอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระให้ตกอยู่กับผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว
7. สร้างความเป็นธรรมในการจัดการแร่เพื่อการเปลี่ยนผ่าน — คุ้มครองสิทธิของชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ สิทธิในการตัดสินใจว่าจะให้ความยินยอมหรือไม่ อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการบังคับหรือกดดัน โดยได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนล่วงหน้า เพื่อป้องกันการแย่งยึดที่ดิน การบังคับย้ายถิ่น และการทำลายระบบนิเวศ
8. กระจายอำนาจการกำหนดนโยบายพลังงาน — ให้ภูมิภาค ท้องถิ่น และชุมชนมีอำนาจกำกับดูแลและตัดสินใจเรื่องพลังงานอย่างแท้จริงตามหลักประชาธิปไตย
9. ธนาคารโลกต้องยุติการสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลทันที — หยุดการให้เงินทุนแก่โครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกรูปแบบ รวมถึงเชื้อเพลิงที่ถูกอ้างว่าเป็นพลังงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
10. สร้างระบบสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำกับดูแล — รับประกันระบบคุ้มครองทางสังคมถ้วนหน้าที่ครอบคลุม ใช้งบประมาณรัฐ และให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำกับดูแล
11. สนับสนุนให้การบริหารเงินสาธารณะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ — เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ ภาษี และการใช้จ่ายเงินของรัฐ พร้อมมีกลไกตรวจสอบที่ชัดเจน
12. สนับสนุนสนธิสัญญายุติการขยายเชื้อเพลิงฟอสซิล — ผลักดันการเจรจาสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อกำหนดแนวทางระดับโลกที่เป็นธรรมในการหยุดขยายการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลและเก็บเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน ไม่ขุดมาใช้อีกต่อไป
13. ปลดระบบการเงินโลกออกจากโครงสร้างแบบอาณานิคม — ดำเนินการตามปฏิญญาซันติอาโก ยุตินโยบายรัดเข็มขัด เปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลกที่เอื้อให้เกิดการครอบงำ ผลักดันความเป็นธรรมด้านหนี้และภาษี และรับประกันบริการสาธารณะถ้วนหน้าที่ประชาชนมีอำนาจกำกับดูแล
14. ให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศรับผิดและชดเชยความเสียหาย — ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีและสถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการเยียวยาและชดเชยที่เป็นรูปธรรม พร้อมยุติการสนับสนุนพลังงานสกปรกและแนวทางแก้ปัญหาจอมปลอมทุกรูปแบบ
15. คืนบริการที่จำเป็น ให้กลับไปเป็นของสาธารณะและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประชาชน — ทั้งน้ำ ที่อยู่อาศัย การขนส่ง พลังงาน สาธารณสุข การศึกษา การจัดการขยะ และบริการจำเป็นอื่น ๆ ต้องเป็นของสาธารณะและอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
16. คุ้มครองสิทธิผู้ย้ายถิ่นและเปลี่ยนวิธีมองปัญหาเมือง — หยุดกล่าวโทษผู้ย้ายถิ่นว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตในเมือง และประเมินความสามารถและความสำเร็จของเมือง จากการที่ทุกคนเข้าถึงที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา การเดินทาง และทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่เกินขีดจำกัดของระบบนิเวศ
17. หยุดนำเมืองและที่อยู่อาศัยไปเป็นเครื่องมือเก็งกำไรทางการเงิน — ยุติการเปลี่ยนที่ดิน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นสินทรัพย์เพื่อแสวงหากำไรทางการเงิน และให้ประชาชนมีอำนาจโดยตรงในการกำหนดผังเมืองและการใช้จ่ายงบประมาณสาธารณะ
18. ปกป้องระบบนิเวศและเคารพภูมิปัญญาชุมชน — คุ้มครองป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ และระบบนิเวศสำคัญ สนับสนุนเกษตรนิเวศที่ชุมชนเป็นผู้นำโดยตรง และยอมรับองค์ความรู้และบทบาทสำคัญของผู้หญิงในชนบท
19. ตัดลดงบสงคราม นำเงินมาสร้างสันติภาพและคุณภาพชีวิต — โยกงบประมาณที่ใช้กับกองทัพและเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน อาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน การฟื้นฟูชุมชน และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
20. คุ้มครองและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองขนาดเล็กแบบดั้งเดิม — คุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิทางกฎหมาย พร้อมฟื้นฟูชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของผู้หญิงและเด็กที่ถูกแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทำเหมืองในลักษณะนี้
21. ยกเลิกระบบพัฒนาที่ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาแหล่งทุน — หันมาสร้างอำนาจในการกำหนดเศรษฐกิจของตนเอง แทนรูปแบบการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและพึ่งพาจากภายนอก โดยเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรผู้หญิง ผ่านสิทธิในที่ดิน การเข้าถึงปัจจัยการผลิต และตลาดท้องถิ่น
22. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชนบทเพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหาร — จัดสรรเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในรูปแบบเงินให้เปล่าเท่านั้น เพื่อพัฒนาถนนเชื่อมพื้นที่เกษตรกับตลาดและโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นในชนบท เชื่อมชุมชนผู้ผลิตอาหารกับผู้บริโภค และเสริมความเข้มแข็งของระบบอาหารในท้องถิ่น
23. ยุติเศรษฐกิจด้านสงครามที่ปล้นทรัพยากรของประชาชน — หยุดการขุดและนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้โดยผิดกฎหมาย รื้อเครือข่ายเศรษฐกิจที่แสวงหาประโยชน์จากสงคราม และนำทรัพยากรกลับมาสนับสนุนระบบสังคมระดับชุมชนและการฟื้นฟูชีวิตประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง








