back
รัฐสวัสดิการเพื่อคนชายขอบ: จากสิทธิป่าไม้ที่ดินที่ดิน ถึงข้อเสนอประชาชนค้านธนาคารโลกและ IMF
19 ต.ค. 2569 17:35
View: 100

Kanwara Muenkaew
จากแม่ฮ่องสอนถึงกรุงเทพฯ การเคลื่อนไหวของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือชวนตั้งคำถามว่า การพัฒนาที่ดีควรสร้างความมั่นคงให้ใคร และประชาชนควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองมากเพียงใด
.
สำหรับชุมชนชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ป่าไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียวบนแผนที่ ที่ดินไม่ใช่เพียงทรัพย์สินที่ตีราคาได้ และการทำเกษตรไม่ได้เป็นเพียงอาชีพเพื่อหารายได้ แต่ทั้งหมดคือฐานของชีวิตที่เชื่อมโยงอาหาร รายได้ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะชุมชนที่ดำรงวิถีเกษตรกรรมและระบบไร่หมุนเวียน การใช้ที่ดินมีความสัมพันธ์กับฤดูกาล การพักฟื้นของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหาร พื้นที่ที่ไม่ได้เพาะปลูกในปีหนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าหรือไร้ประโยชน์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตและการดำรงชีวิตในระยะยาว
.
อย่างไรก็ตาม การมีทรัพยากรอยู่รอบตัวไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะมีความมั่นคงในชีวิตเสมอไป เมื่อสิทธิในที่ดินทำกินยังเกี่ยวข้องกับแนวเขตป่าไม้ กฎหมาย และนโยบายของรัฐ ชุมชนบางแห่งยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการใช้พื้นที่ การประกอบอาชีพ และการวางแผนอนาคตของลูกหลาน
นี่คือเหตุผลที่ปัญหาที่ดินและทรัพยากรไม่ควรถูกมองแยกขาดจากปัญหาความยากจนหรือการเข้าถึงสวัสดิการ เพราะเมื่อฐานการดำรงชีวิตไม่มั่นคง หลักประกันด้านรายได้ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
.
จากปัญหาที่ดินในแม่ฮ่องสอน สู่คำถามเรื่องเศรษฐกิจโลก
.
ระหว่างวันที่ 15–16 ตุลาคม 2569 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนคัดค้านธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ ในช่วงการประชุมประจำปีของทั้งสองสถาบัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 การเคลื่อนไหวครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร และการจัดสรรผลประโยชน์จากการพัฒนาว่าควรเป็นไปเพื่อใคร
.
สำหรับ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือคำถามเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตของเกษตรกรในภาคเหนือ เพราะไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ดิน การจัดการป่าไม้ การลงทุน หรือการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ล้วนเกี่ยวข้องกับโอกาสและข้อจำกัดที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญ ธนาคารโลกมีบทบาทด้านการพัฒนาและการสนับสนุนเงินทุน ขณะที่ IMF มีบทบาทด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินระหว่างประเทศ การทำความเข้าใจบทบาทของทั้งสองสถาบันจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาว่า แนวทางการพัฒนาและนโยบายเศรษฐกิจในระดับโลกส่งผลต่อชีวิตของประชาชนอย่างไร
.
คำถามสำคัญคือ การพัฒนาที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถกระจายประโยชน์ไปถึงเกษตรกรรายย่อยและชุมชนชายขอบได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างหลักประกันให้ประชาชน การตั้งคำถามต่อธนาคารโลกและ IMF จึงไม่ใช่เพียงการอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่เป็นการนำประสบการณ์จากพื้นที่จริงมาพิจารณาร่วมกับทิศทางการพัฒนา ว่าเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นจะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่มั่นคงขึ้นอย่างทั่วถึงได้อย่างไร
.
รัฐสวัสดิการต้องเริ่มจากการรับรองสิทธิในการดำรงชีวิต
.
เมื่อพูดถึงรัฐสวัสดิการ ผู้คนมักนึกถึงเงินอุดหนุนเด็ก เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล หรือหลักประกันรายได้เมื่อไม่สามารถทำงานได้ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แต่สำหรับคนชายขอบ หลักประกันในการดำรงชีวิตยังต้องครอบคลุมเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้พวกเขาสามารถดำรงอาชีพและวิถีชีวิตของตนเองได้ด้วย
.
หากเกษตรกรมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถใช้ที่ดินผลิตอาหารต่อไปได้หรือไม่ ความมั่นคงในชีวิตก็ยังไม่สมบูรณ์
หากครอบครัวได้รับเงินช่วยเหลือ แต่ยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐเพราะระยะทาง ภาษา หรือสถานะทางทะเบียน ความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่
.
สำหรับชุมชนชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอน รัฐสวัสดิการจึงควรเชื่อมโยงทั้งหลักประกันด้านรายได้ สุขภาพ การศึกษา การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยไม่ละเลยสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร และการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตของชุมชน
.
ในอีกด้านหนึ่ง การรับรองสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เพราะที่ดินไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน แต่เป็นฐานการผลิตและหลักประกันของครอบครัว
.
รัฐสวัสดิการจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดความเดือดร้อน แต่ต้องสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีสิทธิขั้นพื้นฐาน และไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงจากโครงสร้างความเหลื่อมล้ำเพียงลำพัง
.
ทรัพยากรเป็นของใคร และใครควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
.
ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดจากรายได้ที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการกระจุกตัวของทรัพยากร โอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะ และอำนาจในการกำหนดนโยบาย เมื่อที่ดินและทรัพยากรถูกพิจารณาผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลัก คุณค่าของพื้นที่ในฐานะแหล่งอาหาร ฐานชีวิตของชุมชน และพื้นที่ทางวัฒนธรรมอาจไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกัน การพัฒนาที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่คนบางกลุ่มก็อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
.
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคำถามเรื่องการจัดเก็บภาษีและการใช้งบประมาณของรัฐอย่างแยกออกจากเดิม เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงจำเป็นต้องมีระบบรายได้สาธารณะที่เหมาะสม การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ และการตรวจสอบว่าประชาชนแต่ละกลุ่มได้รับบริการอย่างเป็นธรรมหรือไม่
.
การพิจารณานโยบายเศรษฐกิจจึงต้องมองทั้งด้านการเติบโตและการกระจายผลประโยชน์ ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบต่อประชาชนที่มีทรัพยากรและอำนาจต่อรองน้อยกว่า โดยไม่เหมารวมว่านโยบายหรือสถาบันทางเศรษฐกิจทุกแห่งมีผลเหมือนกันทั้งหมด
.
ประสบการณ์ของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนชาติพันธุ์ช่วยให้เห็นว่า การพัฒนาไม่อาจประเมินจากตัวเลขการลงทุนหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประชาชนยังมีที่ดินทำกินหรือไม่ สามารถผลิตอาหารได้อย่างมั่นคงหรือเปล่า และมีสิทธิเข้าร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่มากน้อยเพียงใด
.
จากแม่ฮ่องสอนถึงกรุงเทพฯ เสียงของคนชายขอบต้องอยู่ในบทสนทนาเรื่องการพัฒนา
.
การเคลื่อนไหวของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือร่วมกับเครือข่ายประชาชนคัดค้านธนาคารโลกและ IMF ระหว่างวันที่ 15–16 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงเป็นส่วนหนึ่งของการนำปัญหาและประสบการณ์จากพื้นที่ชนบทเข้ามาอยู่ในบทสนทนาสาธารณะเรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนา
.
เพราะสำหรับเกษตรกรในแม่ฮ่องสอน เศรษฐกิจไม่ได้อยู่เพียงในห้องประชุมหรือรายงานนโยบาย แต่อยู่ในที่ดินที่ใช้ปลูกข้าว อยู่ในอาหารที่ผลิตได้จากชุมชน อยู่ในรายได้ที่ต้องใช้เลี้ยงดูครอบครัว และอยู่ในความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อวิถีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้หรือไม่
.
การสร้างสังคมที่เป็นธรรมจึงต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งสิทธิในที่ดิน การเข้าถึงทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร บริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย
.
รัฐสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงระบบช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ผู้คนมีโอกาสดำรงชีวิตอย่างมั่นคงตั้งแต่ต้น ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจก็ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อทิศทางที่ส่งผลต่อชีวิตของตนเอง
.
ท้ายที่สุด คำถามจากชุมชนในระดับพื้นที่จึงไม่ใช่การรอเพื่อจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมากน้อยเพียงใด
แต่หมายถึงว่า ประชาชนจะมีสิทธิในที่ดิน มีทรัพยากรสำหรับดำรงชีวิต และมีหลักประกันที่จะเข้าถึงได้จริงหรือไม่
.
เพราะรัฐสวัสดิการเพื่อคนชายขอบไม่ใช่เพียงการช่วยให้ผู้คนอยู่รอดภายใต้ความเหลื่อมล้ำ
แต่คือการสร้างสังคมที่ทุกคนมีสิทธิ ทรัพยากร และหลักประกันเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะถิ่นที่อยู่ ชาติพันธุ์ หรือวิถีชีวิตของตนเอง
.
ขอบคุณภาพ : Jamon Sonpednarin / คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













