back

ผ้าทอไทลื้อ มากกว่าภูมิปัญญา คือคุณค่าและเรื่องเล่าจากบ้านทุ่งมอก

16 ต.ค. 2569 14:43 View: 127
author profile image
PRUP
ผ้าทอไทลื้อ มากกว่าภูมิปัญญา คือคุณค่าและเรื่องเล่าจากบ้านทุ่งมอก เสียงกี่ทอผ้าดังเป็นจังหวะคลอไปกับภาพแม่ ๆ นั่งทำงานร่วมกันอย่างขะมักเขม้น ที่บ้านทุ่งมอก ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา นี่คือกลุ่มผ้าทอไทลื้อผู้สืบสานภูมิปัญญาการทอแถบผ้าสีม่วงทอง ซึ่งประดับอยู่บนชุดครุยของบัณฑิตมหาวิทยาลัยพะเยา การพูดคุยในวันนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย เดินทักทายและชวนสมาชิกคุยทีละกี่ ใครว่างมือก็เล่าเรื่องให้ฟัง ส่วนใครกำลังทอก็ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จึงได้เห็นว่าการทอผ้าไม่ได้หมายถึงการนั่งประจำอยู่หน้ากี่ตลอดเวลา ช่างทอต้องลุกเดินไปจัดกี่ ขึ้นลาย และสลับจังหวะการทอซ้ำไปมาตลอดทั้งวัน นี่คือความละเอียดของการทอ “ลายต่ำก้าว” ลวดลายเรขาคณิตที่เกิดจากการสลับจังหวะการทอและการเหยียบกี่ เป็นภูมิปัญญาของชาวไทลื้อในอำเภอเชียงคำที่สืบทอดกันมายาวนาน ผ่านลวดลายบนผ้าห่มโบราณ เมื่อทอเป็นแถบผ้าสองสี คือสีม่วงและสีทอง ซึ่งเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยพะเยา ผ้าแต่ละผืนจึงต้องอาศัยทั้งเวลา ความชำนาญ และความอดทน ลวดลายนี้เคยเกือบเลือนหายไปจากชุมชน เพราะมีผู้ที่ทอได้เพียงไม่กี่คน มหาวิทยาลัยพะเยาจึงเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนผ่านโครงการวิจัยภายใต้ “โครงการหนึ่งคณะหนึ่งโมเดล” เพื่อสืบค้นและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอไทลื้อ หนึ่งในโครงการระยะแรก ๆ คือการศึกษาสีย้อมผ้าธรรมชาติของคณะวิทยาศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มเล่าว่า การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะด้านองค์ความรู้ ช่วยให้กลุ่มพัฒนางานทอผ้าและสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องขึ้น ขณะที่แถบผ้าชุดครุยเป็นงานที่กลุ่มได้รับคำสั่งผลิตทุกปี โดยร้านผู้ผลิตชุดครุยของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประสานงาน จำนวนการสั่งผลิตเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนบัณฑิต เมื่อมีคำสั่งซื้อ กลุ่มจะแบ่งงานให้สมาชิกอย่างทั่วถึง โดยสมาชิกแต่ละคนมีรายได้จากการทอแถบชุดครุยเฉลี่ยประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อปี สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาหรือทำไร่เป็นหลัก และทอผ้าเป็นอาชีพเสริม แถบผ้าชุดครุยเริ่มผลิตตั้งแต่มหาวิทยาลัยก่อตั้ง สมาชิกเล่าว่า ในช่วงที่ว่างจากงานเกษตรหรืองานทอผ้าชนิดอื่น พวกเขาจะมาทอแถบชุดครุย เพราะทราบว่ามีผู้รับซื้อทุกปี การเข้าร่วมกลุ่มมีค่าใช้จ่ายหลักเป็นค่าไฟฟ้าเดือนละ 40 บาท ส่วนผ้าที่นำไปจำหน่ายจะแบ่งเงินเข้ากองกลางประมาณ 100 บาท เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม เช่น การจัดแสดงผลงานหรือการเข้าร่วมงานต่าง ๆ แต่สิ่งที่สะท้อนคุณค่าของผ้าทอได้ชัดเจนที่สุด อาจไม่ใช่รายได้หรือเทคนิคการทอ หากเป็นความทรงจำของสมาชิกคนหนึ่งที่เคยไปร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยพะเยา ในปีที่มีคนในหมู่บ้านเข้ารับปริญญา เมื่อเห็นบัณฑิตสวมชุดครุยที่ประดับด้วยแถบผ้าซึ่งกลุ่มเป็นผู้ทอ เธอหันไปบอกเพื่อน ๆ ว่า “นี่เป็นผ้าที่เราทอ” แล้วน้ำตาก็ไหลด้วยความตื้นตัน เธอเล่าว่า เมื่อทอผ้าอยู่ที่บ้าน ไม่เคยคิดว่างานชิ้นนี้จะมีความหมายมากเพียงใด แต่เมื่อได้เห็นแถบผ้าของตนเป็นส่วนหนึ่งของชุดครุยในวันสำคัญของบัณฑิต จึงรู้สึกภูมิใจที่ผลงานจากความตั้งใจของตนได้ร่วมอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของใครอีกคน และเมื่อเห็นผู้สวมใส่ภาคภูมิใจ คนทอก็พลอยยินดีไปด้วย แถบผ้าสีม่วงทองบนชุดครุยอาจเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสำหรับผู้สวมใส่ แต่สำหรับแม่ ๆ ที่บ้านทุ่งมอก แถบผืนนั้นคือผลงานจากมือของพวกเธอ เป็นงานที่ต้องใช้เวลา ความชำนาญ และความทุ่มเท และได้เดินทางไปเป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งความสำเร็จของบัณฑิต ความภูมิใจจึงเกิดขึ้นทั้งในหมู่ผู้ที่มุ่งมั่นจนสำเร็จการศึกษา และผู้ที่ทอผ้าด้วยความวิริยะอุตสาหะ อย่างไรก็ตาม สมาชิกสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยสนใจการทอผ้า สมาชิกส่วนใหญ่มีอายุ 50–60 ปีขึ้นไป จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์จะได้รับการถ่ายทอดต่อไปอย่างไร การสร้างรายได้ที่มั่นคงและการทำให้ผลงานทอผ้าเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงกว้าง เป็นโจทย์ที่มหาวิทยาลัยและชุมชนสามารถร่วมกันพัฒนาต่อ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสและคุณค่าของการสืบสานภูมิปัญญานี้ เมื่อเดินออกจากกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งมอก เสียงกี่ทอยังคงดังอยู่เบื้องหลัง ในวันพระราชทานปริญญาบัตรครั้งต่อไป เมื่อเห็นแถบผ้าสีม่วงทองบนชุดครุย ขอชวนให้นึกถึงแม่ ๆ ที่ลุกเดินจัดกี่และสลับจังหวะการทอครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้เห็นผลงานจากมือของตนเป็นส่วนหนึ่งในวันสำคัญของผู้อื่น และหวังว่าผ้าทอลายนี้จะมีผู้สืบทอดต่อไป ไม่เลือนหายจากบ้านทุ่งมอก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง