back

สภาริมราง ! เปิดข้อกังวลแนวคิดธนาคารโลก เปลี่ยน ที่ดิน-ที่อยู่อาศัย เป็นสินค้าเก็งกำไร

13 ต.ค. 2569 17:17 View: 76
author profile image
Nutt.K
(13ต.ค.2569) เครือข่ายสภาริมรางเมืองขอนเเก่น เปิดบทความ : เบื้องหลังความคิด “ธนาคารโลก” สู่การเปลี่ยน ที่ดิน-ที่อยู่อาศัย ให้เป็นสินค้าเก็งกำไรแก่นายทุน จุดเริ่มต้น ! ร่างกฎหมายทีโอดี (TOD) แย่งยึดพื้นที่จากชุมชนริมราง /// . 🟢 จาก “ศูนย์สิริกิติ์ 2534 ถึง ร่าง พ.ร.บ.ทีโอดี 2569” เมื่อการพัฒนาเปลี่ยน “บ้าน” ให้กลายเป็น “สินค้าเก็งกำไร” และการถูกแย่งยึดที่ดินของคนจนเมืองเพื่อต้อนรับการมาของธนาคารโลก . “ ประวัติศาสตร์มักฉายซ้ำเสมอ เเต่ในแต่ละวงรอบ มันกลับสร้างบาดแผลใหม่ที่บาดลึกกว่าเดิมให้กับกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม ” . หากย้อนเวลากลับไปในช่วงปี พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) ประเทศไทยตื่นเต้นและภาคภูมิใจกับการเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างเร่งด่วนเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่เบื้องหลังฉากทัศน์อันตระการตาของ “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” คือเสียงร้องไห้และการถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ของชุมชนแออัดรอบบริเวณคลองเตยและใกล้เคียง พื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานผู้ขับเคลื่อนเมือง ถูกจัดระเบียบและไล่รื้ออย่างรวดเร็วภายใต้สโลแกน “ปรับปรุงทัศนียภาพต้อนรับอาคันตุกะระดับโลก” . 35 ปีผ่านไป วัฏจักรนี้กำลังหมุนกลับมาอีกครั้งกับการจัดประชุมธนาคารโลกและ IMF ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ แต่หนนี้ “ภัยคุกคาม” ไม่ได้มาในรูปแบบของการไล่รื้อเฉพาะหน้าเพื่อปรับทัศนียภาพสั้นๆ เท่านั้น หากแต่นำมาซึ่งกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่แยบยลกว่าเดิม หนึ่งในนั้น คือการผลักดันแนวคิด "การดึงมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาที่ดิน" (Land Value Capture-LVC) . 🟢 ความสัมพันธ์ของธนาคารโลก และ สนข. โดย รัฐไทย แนวความคิดเริ่มต้น ! เปลี่ยนที่ดิน-ที่อยู่อาศัย เป็นสินค้าเก็งกำไรให้นายทุน . แก่นแท้ของแนวคิดที่ธนาคารโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศพยายามผลักดันมาตลอด คือการมอง “ที่ดินและที่อยู่อาศัย” ในฐานะ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ (Financial Asset)” มากกว่าจะเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต (Basic Rights)” . จากข้อมูลพบว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเพื่อผลักดันแนวคิด“ที่ดินและที่อยู่อาศัย” ในฐานะ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” โดยมีการจัดประชุมร่วมกัน 2 ครั้ง ในประเทศไทย ระหว่าง สำนักนโยบายเเละเเผนการขนส่งจราจร หรือ สนข. กับ ผู้เเทนจากกลุ่มธนาคารโลก หรือ World Bank . ครั้งแรกในปี พ.ศ.2566 เป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศควบคู่กับการพัฒนาเมือง ตามแนวคิด TOD (Transit-Oreinted Development) ซึ่ง สนข. ดำเนินการอยู่ โดย World Bank เสนอให้ความร่วมมือในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สนับสนุนการพัฒนา TOD ในหลากหลายประเทศ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา TOD ให้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งจะนำบทเรียนจากหลายประเทศ มาประยุกต์ใช้ในบริบทไทย . และในปี พ.ศ.2568 เกิดการหารือขึ้นอีกครั้ง เพื่อติดตามสถานะความคืบหน้าการดำเนินการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเมืองกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง (พ.ศ.2568-2585) ในประเด็นการขับเคลื่อนต้นแบบ TOD บริเวณสถานีรถไฟความเร็วสูง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีพัทยา สถานีขอนแก่น และสถานีอยุธยา และกลไกด้านกฎหมายและองค์กรเพื่อส่งเสริมการพัฒนา TOD ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม หลังจากนั้นธนาคารโลก ได้มีการรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ในการประชุมดังกล่าวนำไปจัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการด้านการพัฒนาตามแนวคิด TOD ในบริบทประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม 2568 . ณ ปัจจุบัน (พ.ศ.2569) สนข. ได้ยกร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่ในเเละโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ... ที่พัฒนามาจากกรอบเเนวคิด TOD เตรียมยื่นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ครอบคลุมพื้นที่รอบสถานีรถไฟ 177 สถานี ทั่วประเทศ นำร่อง 3 สถานี คือ ขอนเเก่น อยุธยา เเละพัทยา (ชลบุรี) เเต่อยู่ในช่วงถูก "ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัย" ทั่วประเทศ ชุมนุมยื่นเรื่องชะลอคัดค้านไว้ สนข.จึงยังไม่ส่งเข้า ครม. อยู่ในกระบวนการยื้อร่างกฎหมายกันระหว่างภาคประชาชนและ สนข. . 🟢 ปัญหาจากแนวคิดธนาคารโลก “เปลี่ยนที่ดิน สู่สินทรัพย์ทางการเงินเพื่อดึงดูดนักลงทุน-ทำลายปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตของคนจน” . ภายใต้แนวคิดกลไกของ TOD และร่างกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ตามแนวรางและจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ซึ่งมักเป็นที่ตั้งของชุมชนดั้งเดิม ชุมชนริมราง หรือชุมชนแออัด จะถูกประเมินมูลค่าใหม่ตามราคาตลาด เมื่อที่ดินถูกทำให้เป็นสินค้า มูลค่าของมันก็สูงเกินกว่าที่คนจนเมืองจะสู้ราคาไหว ส่งผลให้เกิดกระบวนการ “ยึดแย่งที่ดินอย่างเป็นระบบ” (Gentrification) สายนายทุนและกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติเข้ามากว้านซื้อและพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะที่คนจนริมรางและคนไร้ที่พึ่งมักถูกผลักไสให้ออกไปอยู่ขอบนอกของเมือง ตัดขาดจากแหล่งงาน การศึกษา และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน . จากรายงานการวิเคราะห์เเละงานวิจัยเชิงวิพากษ์ด้านการพัฒนาเมือง (อาทิ UN-Habitat, สถาบันเพื่อการพัฒนาเเห่งประเทศไทย (TDRI), งานวิจัยของนักวิชาการสาย Political Ecology เเละ Urban Studies ได้ชี้ให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า การนำกรอบคิดนี้ของธนาคารโลกที่นำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูง เช่น ชุมชนคนจนเมือง ชุมชนผู้มีรายได้น้อยในที่ดินการรถไฟ มักก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างรุนเเรง ไม่ได้เกิดการส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ร่วมกันจริงระหว่าง รัฐ+ผู้ลงทุน กับ ชุมชนคนจนเดิม เช่น การสูญเสียที่อยู่อาศัยเเละการไล่ที่, ปรากฎการณ์ชุมชนคนจนถูกผลักออกจากระบบเศรษฐกิจของเมือง (Gentrification) เนื่องจากการพัฒนาพื้นที่ส่งผลให้ราคาที่ดิน ค่าเช่า ค่าครองชีพ เเละภาษีสิ่งปลูกสร้างรอบๆปรับตัวสูงขึ้น คนจนจำเป็นต้องย้ายออกไปชานเมืองนอกเมือง ห่างไกลจากโอกาสในการทำงาน, เข้าไม่ถึงเเหล่งอาหารในชีวิตประจำวันหรือสูญเสียพื้นที่เเหล่งอาหารเดิม รวมทั้งส่งผลต่อการทำลายเครือข่ายทางสังคมเเละระบบเศรษฐกิจฐานรากเดิม . โมเดลความคิดการพัฒนาของธนาคารโลก ในการดึงมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาที่ดิน" (Land Value Capture-LVC) จึงเป็นแนวคิดที่มุ่งมองที่ดินเป็น "สินทรัพย์ทางการเงินเพื่อดึงดูดนักลงทุน" มากกว่าการพัฒนาที่ดินเพื่อเป็น "ปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน" นั่น ! จึงเป็นปัญหาสำคัญที่จะนำไปสู่การเบียดขับช่วงชิงเเย่งยึดที่ดินเเละพื้นที่ร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนจนคนชายขอบให้มากยิ่งขึ้น . 🟢 จาก 2534 ถึง 2569 สู่บทเรียนที่ไม่ต้องการเดินซ้ำรอยเดิมของคนจนทั้งผอง “การพัฒนาที่ไม่เห็นหัวคน คือการพัฒนาที่ปราศจากหัวใจ” . ภาพการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขบวนคนจนเมืองในปัจจุบัน เป็นตัวแทนเสียงสะท้อนอันเจ็บปวดว่า นโยบายการพัฒนาที่กำหนดโดยองค์กรระดับโลกอย่างธนาคารโลก และรับลูกโดยรัฐบาลไทย ไม่เคยตอบโจทย์ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง ข้อความบนป้ายประท้วงที่ว่า . "อยากมีส่วนร่วมกำหนดชีวิตตนเอง" และ "กระจายที่ดินให้เป็นธรรม" . ไม่ใช่การต่อต้านการพัฒนาหรือการขนส่งระบบราง แต่เป็นการยืนยัน “ความเป็นธรรมทางสังคม” ในกระบวนการพัฒนา หากรัฐยังคงเปิดทางให้กฎหมาย TOD กลายเป็นเครื่องมือในการแย่งยึดพื้นที่จากชุมชนริมราง ผลลัพธ์คงไม่ต่างจากการไล่รื้อคลองเตยในปี 2534 เพียงแต่คราวนี้มันเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ กว้างขวาง และมีกฎหมายรองรับ . เมื่อการประชุมระดับโลกวนมาบรรจบอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ คำถามสำคัญที่เราต้องช่วยกันส่งเสียงไม่ใช่แค่ "ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เท่าไหร่จากการจัดงาน ?" แต่คือ "ใครต้องจ่ายราคาให้กับความรุ่งโรจน์หลอกตาเหล่านั้น?" . หากรัฐบาลและธนาคารโลกยังคงมองที่ดินเป็นเพียงสินค้าเก็งกำไรให้นายทุน และละเลยสิทธิในการอยู่อาศัยของคนจนเมือง คำว่า "คนจนทั้งผองจึงต้องต่อต้าน" ก็จะไม่เป็นเพียงสโลแกนบนป้ายผ้า แต่จะเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนที่ไม่ยอมจำนนต่อการถูกขับไล่ออกจากเมืองของตนเองอีกต่อไป /// —— บทความโดย : กองเลขา สภาริมรางขอนเเก่น —— อ้างอิงข้อมูล 📍การประชุมของ สนข. เเละ World Bank ปี 2566 https://www.otp.go.th/post/view/8001 📍การประชุมของ สนข. เเละ World Bank ปี 2568 https://www.otp.go.th/post/view/10724