back

บุญสารทเดือนสิบที่วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช

11 ต.ค. 2569 13:28 View: 47
author profile image
สามารถ สาเร็ม
“ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ” คือประเพณีทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับของไทยพุทธถิ่นใต้ ถือเป็นงานบุญใหญ่ประจำปี เริ่มต้นตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ จนถึงแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณบรรพบุรุษได้รับการปลดปล่อยให้กลับมาเยี่ยมลูกหลานเป็นเวลา 15 วัน ในวันแรม 1 ค่ำเรียกว่า “วันรับตายาย” ชาวไทยพุทธจะนำขนมท้องถิ่น จัดสำรับอาหารไปทำบุญเลี้ยงพระ และจะส่งในวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งมีการทำบุญยิ่งใหญ่กว่าวันรับเรียกว่า “วันส่งตายาย” คำว่าตายายนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกที่หมายถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของตนทั้งหมด จากการลงพื้นที่สำรวจภาคสนามย่านตลาดในเมืองนครศรีธรรมราช ในช่วง 15 วันของงานบุญสารทเดือนสิบ พบว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าทำขนมท้องถิ่นที่ใช้ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษนำออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก เพราะในยุคปัจจุบันคนเมืองนิยมซื้อขนมมากกว่าทำกันเองเหมือนในอดีต ดังที่ผู้เขียนได้คุยกับคุณยายที่ขายขนมบุญเดือนสิบที่เล่าว่า สมัยก่อนแต่ละบ้านจะนิยมทำขนมกันเองเพื่อ “ดับหมรับ” (สำรับ) นำไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ แบ่งปันกันในครอบครัว หรือผู้อาวุโสของชุมชน ปัจจุบันมีความเจริญขึ้นคนไม่ได้มีเวลาเหมือนเมื่อก่อนต้องทำอาชีพนอกบ้านกันเยอะ การหาซื้อจากตลาดจะสะดวกกว่า สำหรับชาวเมืองนครศรีธรรมราชในเขตเมือง ช่วงวันส่งจะเริ่มตั้งแต่แรม 13 ค่ำเรียกว่าวันจ่าย เป็นวันที่หาอาหาร ขนมต่างๆ เช่น ดีซำ พอง ขนมบ้า ขนมไข่ปลา และขนมลา รวมถึงพืชพรรณต่างๆ อาทิ ต้นอ้อย ต้นข้าวโพด กล้วย ผลไม้ตามฤดูกาล หอม กระเทียม พริกไทย น้ำปลา กะปิ ขี้ไต้ ไม้ขีดไฟ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาประดับรวมกันใส่ในภาชนะที่เรียกว่า "ดับหมรับ" (สำรับ) รุ่งขึ้นในวันแรม 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่า "วันยกหมรับ" ชาวบ้านจะยกหมรับไปยังวัดในชุมชน พระครูอธิการวีรพล เจ้าอาวาสวัดเสมาเมือง วัดเก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า ในวันแรม 14 ค่ำ ซึ่งเป็นวันยกหมรับ ชาวบ้านจะนำหมรับมายังวัด มีการทำพิธีฉลองหมรับหรือสมโภชหมรับโดยพระสงฆ์เป็นผู้ทำพิธี และเลี้ยงภัตตาหารเพลเป็นอันเสร็จพิธี ผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าไปบันทึกภาพประเพณีบุญสารทเดือนสิบโดยได้รับอนุญาตจากพระครูอธิการวีรพล ซึ่งเป็นคนนอกวัฒนธรรม พบว่าชาววัดส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงแต่งตัวด้วยชุดสวยงาม นุ่งผ้าทอใส่เสื้อลายลูกไม้ เดินทางมาที่วัดพร้อมกับลูกหลานหิ้วปิ่นโตใส่อาหาร พร้อมกับหมรับมีทั้งขนาดเล็กที่เป็นของสำเร็จรูปมีคนทำขายในตลาดและดับหมรับกันเองภายในครอบครัวอย่างหมรับของ “น้าฉอ” ชาววัดเสมาเมือง และหมรับแบบดั้งเดิมที่คนในครอบครัวทั้งสายตระกูลช่วยกันทำขึ้น คุณยายท่านหนึ่งเล่าว่า หมรับขนาดใหญ่นี่เรียกว่า “หมรับตายาย” ลูกหลานในสายตระกูลและคนในละแวกชุมชนจะนำขนมทั้งห้าอย่าง สิ่งของต่างๆ มาร่วมกันที่บ้านของผู้อาวุโสของตระกูลหรือผู้อาวุโสที่คนในชุมชนนับถือ แล้วช่วยกันดับหมรับโดยใช้ภาชนะใบใหญ่เช่นตะกร้า ชั้นล่างจะใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง หัวหอม พริก พริกไทย น้ำปลา กะปิ เกลือ น้ำตาลทราย ยารักษาโรค ฯลฯ ถัดขึ้นมาคือผลไม้ตามฤดูกาลเช่นลองกอง ข้าวโพด หัวมัน ฟักทอง ถัดขึ้นมาใส่ขนมได้แก่ ขนมดีซำ ขนมทอดทำจากแป้งข้าวเจ้าปั้นเป็นลูกกลมเหมือนโดนัทหรือลูกกลมไม่เจาะรูแล้วทอดให้สุก พองหรือข้าวพอง ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วใส่ในพิมพ์ที่เป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เอาพิมพ์ออกแล้วตากแดดให้แห้ง นำไปทอดให้สุก ขนมลา ขนมสีเหลืองแผ่นบางทำจากแป้งข้าวเจ้าน้ำตาลแล้วนำไปทอดในกระทะโดยเช็ดกระทะด้วยน้ำมันขนมลาแบบนี้เรียกอีกชื่อว่าขนมลาเช็ด ขนมไข่ปลาทำจากถั่วเขียวผัดกับน้ำตาลปั้นให้มีลักษณะเหมือนไข่ปลาสองฝักติดกันแล้วนำไปชุบแป้งแล้วทอดให้สุก และขนมบ้าทำจากหัวมันผสมแป้งน้ำตาล ปั้นเป็นลูกกลมแบนคลุกงาแล้วทอด โดยขนมลานั้นจะนำมาห่อหุ้มไว้บนสุด ตรงกลางมีการเสียบต้นข้าวโพดหรือต้นอ้อย รวมถึงรอบๆ นิยมเสียบต้นข้าวโพดและขี้ไต้อุปกรณ์ให้แสงสว่างที่คนสมัยก่อนใช้ หลังจากทำพิธีฉลองหมรับเสร็จ ทำบุญเลี้ยงพระ ญาติโยมแยกย้ายกันกลับบ้าน ชาวบ้านบางส่วนจะช่วยกันรื้อหมรับ เพื่อคัดแยกสิ่งของในหมรับโดยของชนิดเดียวกันใส่ในภาชนะเดียวกัน หลังจากนั้นก็ช่วยกันบรรจุใส่ถุงเล็กๆ นำไปผูกไว้ตามเสาของโรงธรรม สถานที่ทำพิธีส่งตายายในวันรุ่งขึ้นวันแรม 15 ค่ำ วันรุ่งขึ้นบนลานทรายสีขาวหน้าโรงธรรม พระสงฆ์ เณรและชาวบ้านช่วยกันเตรียม “ร้านเปรต” โดยนำโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม สูงประมาณ 90 เซนติเมตร ตั้งไว้ที่ใกล้กับประตูทางเข้าโรงธรรม ชาวบ้านจะนำหมรับ ขนม ผลไม้อาหารต่างๆ มาตั้งไว้บนร้านเปรตเพราะในขั้นตอนสุดท้ายจะมีประเพณีชิงเปรต พระครูอธิการวีรพลเล่าว่า "ความจริงแล้วประเพณีบุญเดือนสิบเป็นคติผีท้องถิ่น ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ และเชื่อกันว่าการที่ลูกหลานมีความสุขมีความสนุกจากการแย่งขนมที่เรียกว่าชิงเปรตนี้ บรรพบุรุษที่จะเดินทางกลับจะมีความสุขไปด้วยเพราะได้เห็นลูกหลานสนุกกัน การชิงเปรตเป็นลำดับสุดท้ายของประเพณีบุญเดือนสิบ" ชาววัดเดินทางถึงวัดก็ทยอยกันนำสิ่งของขนม ผลไม้เงินตั้งไว้ที่ร้านเปรต โดยจุดธูปเทียนกล่าวคำอุทิศถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และเดินเข้าไปในโรงธรรม นำปิ่นโตตั้งบนโต๊ะที่อยู่ด้านหน้าพระสงฆ์ที่จะทำพิธี มีการนำโกศอัฐิหรือรูปถ่ายของผู้เป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้ว มาตั้งรวมกันที่หน้าพระประธาน และเขียนชื่อบรรพบุรุษของตนทั้งหมดที่ล่วงลับไปแล้วใส่ในกระถางที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ หลังทำพิธีเสร็จจะมีการเผารายชื่อบรรพบุรุษในกระถางดังกล่าว เมื่อถึงเวลานัดหมายเวลา 09.30 น. พระสงฆ์เริ่มทำพิธี โดยจะมีการไหว้พระ สวดมนต์ รับศีล เทศนาถึงความสำคัญของงานบุญสารทเดือนสิบ และการสวดบังสุกุลส่งตายาย เสร็จพิธี จึงมีการชิงเปรตโดยวัดเสมาเมืองจะมีทั้งที่ร้านเปรตและที่ผูกไว้ตามเสาในโรงธรรมดังที่กล่าวไว้ อย่างสนุกสนาน สิ่งของที่ชิงเปรตได้จะมีการนำกลับไปรับประทานในครอบครัว หลังจากนั้นพระสงฆ์ฉันเพล ระหว่างนี้ชาววัดจะนำน้ำมารดที่ต้นไม้ใหญ่ภายในวัด บางครอบครัวจะนำ “ห่อเปรต” ขนม ข้าวปลาอาหารผลไม้และเงิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง