back

Thai PBS เปิดเวทีรับฟังเสียงคนลุ่มน้ำโขง จับชีพจรวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ชูข้อมูล–วิทยาศาสตร์–เสียงชุมชน สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ

6 ต.ค. 2569 19:40 View: 77
author profile image
นครพนมโฟกัส
วันที่ 3 ตุลาคม 2569 สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสื่อสาธารณะ ภายใต้หัวข้อ “ยินเสียงน้ำโขงรวยริน ณ ถิ่นอีสาน : จับชีพจรปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน” ที่โรงแรมแม่โขง เฮอริเทจ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เปิดพื้นที่ให้ประชาชน ชุมชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์สารปนเปื้อนและโลหะหนักในแม่น้ำโขง รวมถึงผลกระทบที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กิจกรรมครั้งนี้มีการเสวนาในหัวข้อ “สายน้ำเป็นพิษ : วิกฤตแม่น้ำโขงอีสาน” โดยเปิดมุมมองต่อแม่น้ำโขงในฐานะแม่น้ำนานาชาติที่มีความสำคัญต่อผู้คนหลายประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนแนวทางการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยชุมชน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดเวที โดยชี้ให้เห็นความท้าทายของสื่อสาธารณะควบคู่กับสถานการณ์ของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งทรัพยากร ระบบนิเวศ และพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของผู้คนในภูมิภาค นพ.โกมาตร ระบุถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ท่ามกลางข้อเสนอด้านกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณของ Thai PBS จากรายได้ที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตไปสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาถึงผลต่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงแม่น้ำโขง นพ.โกมาตร มองว่า แม่น้ำสายนี้เป็นเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมมายาวนานกว่า 4,000 ปี แต่ในปัจจุบันระบบนิเวศกำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาเมือง การสร้างเขื่อน และภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการไหลของน้ำ พืชริมฝั่ง และวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ข้อมูลการศึกษาที่ถูกหยิบยกในเวที ระบุว่า เคยมีการรวบรวมข้อมูลพบปลาในแม่น้ำโขงอย่างน้อย 69 ชนิด โดยเป็นปลาหายาก 20 ชนิด และมี 13 ชนิดที่ต้องอพยพขึ้นเหนือเพื่อวางไข่ ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศย่อยของแม่น้ำโขงมีความหลากหลายถึง 17 รูปแบบ ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิปัญญาชาวบ้านที่พัฒนาเครื่องมือจับปลาหลากหลายชนิดให้เหมาะสมกับสภาพระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงไม่ได้กระทบเพียงน้ำ แต่กระทบถึงระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ รวมถึงองค์ความรู้และวิถีชีวิตที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน อิมรอน โสะสัน สมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS กล่าวถึงบทบาทของสภาผู้ชมฯ ว่า แม่น้ำโขงมีความสำคัญในระดับภูมิภาค โดยมีความยาวประมาณ 4,909 กิโลเมตร และเกี่ยวข้องกับประชากรกว่า 300 ล้านคน ขณะที่ในประเทศไทยแม่น้ำโขงไหลผ่านเป็นระยะทางมากกว่า 800 กิโลเมตร การจัดเวทีครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างพื้นที่กลางให้เครือข่ายคนทำงานด้านสายน้ำได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันหาแนวทางรับมือวิกฤต การรวบรวมองค์ความรู้จากคนทำงานในพื้นที่เพื่อยกระดับไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และ Thai PBS อย่างต่อเนื่อง แม่น้ำโขง ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่แหล่งอาหาร อาชีพ สุขภาพ ไปจนถึงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชุมชน คุณอิมรอน ยังเสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลแม่น้ำโขง” ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบข้อมูลภัยพิบัติของ Thai PBS เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับชุมชนให้เป็นทั้ง ผู้เฝ้าระวัง และผู้เล่าเรื่อง สามารถสื่อสารสถานการณ์จากพื้นที่ของตนเองสู่สังคมได้โดยตรง อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การพัฒนา “หลักสูตรลุ่มน้ำโขง” เข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับแม่น้ำโขง พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ โรงเรียน ชุมชน Thai PBS และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในวงเสวนา “สายน้ำเป็นพิษ : วิกฤตแม่น้ำโขงอีสาน” ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนสถานการณ์แม่น้ำโขงจากหลายมิติ โดย จีระศักดิ์ ตรีเดช ประธานอำนวยการกำกับทิศทางกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ตั้งคำถามต่อทิศทางการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง โดยมองว่าแม่น้ำควรถูกพิจารณาในฐานะมรดกธรรมชาติ และสมบัติร่วมของผู้คนในภูมิภาค แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหลายรูปแบบกลับนำทรัพยากรไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงคำถามเรื่องโครงสร้างการจัดการทรัพยากร การเข้าถึงน้ำจืดของประชาชน ตลอดจนบทบาทของกลุ่มทุนและสถาบันทางเศรษฐกิจที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ด้าน ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญภายนอก สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ Thai PBS ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะประเด็นสารหนูและกิจกรรมเหมืองแร่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดการเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จากข้อมูลที่นำเสนอในเวที มีการกล่าวถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงช่วงพื้นที่ตั้งแต่อำเภอเชียงคาน - จังหวัดนครพนม รวมถึงการตรวจพบการปนเปื้อนของเหล็กในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงจังหวัดหนองคาย และการตรวจพบสารหนูในตะกอนดินในระดับสูง โดยผู้ร่วมเสวนาเชื่อมโยงปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ประเด็นข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะข้อสังเกตและข้อมูลจากผู้ร่วมเวที ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสและทันต่อสถานการณ์ ผศ.ไชยณรงค์ มองว่า วิกฤตแม่น้ำโขงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่สามารถส่งผลต่อประชาชนอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางอาหาร : เพราะปลาธรรมชาติเป็นทั้งแหล่งโปรตีนและรายได้ของชุมชน หากเกิดการปนเปื้อน ความเชื่อมั่นในการบริโภคปลาจากธรรมชาติย่อมได้รับผลกระทบ 2. ภาคเกษตรกรรมริมโขง : ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและกระบวนการแปรรูปอาหาร 3. เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว : โดยเฉพาะกิจกรรมที่พึ่งพาสายน้ำ รวมถึงประเพณีและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของจังหวัดริมโขง 4. ระบบน้ำประปาและน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค : ของชุมชนที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขง 5. สุขภาพของประชาชน : โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษสะสม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และระบบเฝ้าระวังสุขภาพที่ต่อเนื่อง สำหรับแนวทางแก้ไข ผู้ร่วมเวทีเสนอให้มีการดำเนินการหลายระดับ ตั้งแต่การตรวจสอบและจัดการกิจกรรมเหมืองแร่ที่ผิดกฎหมาย การใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เพื่อค้นหาแหล่งกำเนิดมลพิษ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็วและโปร่งใส อีกแนวทางหนึ่ง คือ การส่งเสริมวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) ให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล เฝ้าระวัง และสื่อสารสถานการณ์สิ่งแวดล้อม โดยนำข้อมูลทางวิชาการที่มีความซับซ้อนมาย่อยให้ประชาชนเข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจและขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ได้ ขณะที่ อภิญญา กาดขุนทด ผู้ช่วยวิจัยสถาบันวิจัยพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน เป็นอีกหนึ่งผู้ร่วมแลกเปลี่ยนในเวที ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับมิติสุขภาพของประชาชนและการประเมินผลกระทบโดยชุมชน การพูดคุยตลอดเวทีมี วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง และเบญจมาศณ์ เหรียญรักวงศ์ ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการปรับตัวของชุมชน กลไกการเยียวยาและช่วยเหลือ การมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย ฐานข้อมูลและความน่าเชื่อถือ นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการสื่อสารประเด็นที่มีความซับซ้อนให้สังคมเข้าใจง่าย โดยไม่สร้างความเกลียดชังหรือความขัดแย้ง อีกประเด็นสำคัญจากการเปิดเวที คือ การชวนกลับไปมองประวัติศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ ทรัพยากร และอัตลักษณ์ของผู้คนในภาคอีสาน นพ.โกมาตร กล่าวถึงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ว่า การทำความเข้าใจรากเหง้าของท้องถิ่น และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรและอัตลักษณ์ของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ก่อนนำไปสู่การรวมพลังของชุมชนเพื่อปกป้องทรัพยากรและกำหนดอนาคตของพื้นที่ เพราะวิกฤตแม่น้ำโขงไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ สุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และอนาคตของผู้คนหลายล้านคน การมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสื่อสารที่รอบด้าน และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้สังคมสามารถมองเห็น “ชีพจรของแม่น้ำโขง” และร่วมกันหาทางออกบนฐานของข้อมูล ความรู้ และเสียงของผู้คนในพื้นที่ ข่าว : นครพนมโฟกัส
ข่าวที่เกี่ยวข้อง