back

พบเด็กขอนแก่นนอนน้อยเสี่ยงต่อพัฒนาการ

2 ต.ค. 2569 11:46 View: 135
author profile image
สุมาลี สุวรรณกร
สสส. เผยผลสำรวจสุขภาวะเยาวชนขอนแก่น พบ 4 วิกฤตสุขภาพกาย ‘นอนน้อย-เนือยนิ่ง-เสพติดสื่อ-กินอาหารไม่มีคุณภาพ’ ขอนแก่น — เผยผลสำรวจสุขภาวะเด็กป.๔ เมืองขอนแก่น ๙ โรงเรียน พบวิกฤติสุขภาพ ทั้ง นอนน้อย เสพติดสื่อ เนือยนิ่งและกินอาหารไม่มีคุณภาพ ดันแผนงาน "ขอนแก่นโมเดล" เสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ นักสื่อสารสุขภาวะ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นำสู่สุขภาวะดีที่ดีทั้งโรงเรียนและครอบครัว เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๙ ที่โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบสื่อและกิจกรรมพิเศษ และการปฐมนิเทศภายใต้โครงการรู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพเพื่อโภชนาการสมวัย สำหรับเด็กและเยาวชน "อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน" (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้) ประจำปี ๒๕๖๙ โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. โดยมีนายชัยวัฒน์ ปทุมนากุล รองนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน และมีผู้บริหาร พร้อมครูจาก ๙ โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาลตำบลท่าพระ , โรงเรียนบ้านสาวะถี ,โรงเรียนบ้านศรีฐาน ,เทศบาลบ้านโนนทัน ,เทศบาลหนองใหญ่ เทศบาลบ้านโนนชัย เทศบาลบ้านหนองแวง เทศบาลบ้านตูม และเทศบาลคุ้มหนองคูที่เข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า ๕๐ คน เข้าร่วมอบรม รศ.ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ ทีมติดตามประเมินผล โครงการรู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพเพื่อโภชนาการสมวัยสำหรับเด็กและเยาวชน แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. เปิดเผยว่า จากการประเมินสุขภาวะเยาวชน จ.ขอนแก่นในโครงการฯ โดยสำรวจเด็ก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (อายุ 9-10 ปี) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 252 คน จาก 9 โรงเรียน โดยได้เก็บข้อมูลเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมาพบว่าเด็ก ๆ มีจุดแข็งสำคัญในเรื่องสุขภาพจิตและเกราะป้องกันบุหรี่ ซึ่งมีเยาวชนถึง 73.4% มีความเครียดน้อย 86.1% ไม่มีอาการซึมเศร้า และ 83.7% ไม่มีความคิดทำร้ายตนเอง นอกจากนี้ 95.6% ไม่เคยสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า มีความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ในระดับสูงถึง 90.5% และมีเจตนาตักเตือนเพื่อนหรือแจ้งครูหากพบพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งสะท้อนว่าโรงเรียนและครูมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก” อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เกศินี ได้ระบุถึงสัญญาณเตือนและวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเร่งด่วนใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ วิกฤตการนอนหลับอย่างรุนแรง โดยพบเยาวชนถึง 60.71% นอนไม่เพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐาน (9-12 ชั่วโมง) โดยส่วนใหญ่นอนเพียง 8 ชั่วโมงต่อคืน สาเหตุหลักมาจากเวลาหน้าจอในช่วงค่ำและการต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาธิการเรียนและการเจริญเติบโต พฤติกรรมเนือยนิ่งและขาดการออกกำลังกาย พบเด็กถึง 40% ไม่ได้ออกกำลังกายเลย และมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีกิจกรรมทางกาย 60 นาที/วัน ได้ครบ 3 วันต่อสัปดาห์ นอกเวลาเรียนเยาวชน 51.1% ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง นั่งติดหน้าจอครั้งละ 1-2 ชั่วโมงโดยไม่ขยับตัว กับดักสื่อดิจิทัล ซึ่งแม้เด็กจะมีความรู้เท่าทันสื่อ ตรวจสอบข่าวปลอมก่อนแชร์ (2.44 คะแนน) และรู้ทันโฆษณา (2.30 คะแนน) แต่กลับพ่ายแพ้ต่อเวลา โดยมีพฤติกรรมไถฟีดและดูคลิปสั้นจนลืมเวลา ซึ่งดึงเวลาพักผ่อนและเวลากิจกรรมทางกายไป นอกจากนั้นยังมีภัยแฝงโซเดียมและโภชนาการเสียสมดุล: แม้เด็กๆ จะบริโภคผลไม้สดได้ดี แต่กลับกินผักต่ำมาก (คะแนนเฉลี่ยเพียง 1.65) บริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปและเครื่องดื่มหวานเป็นประจำ นอกจากนี้ยังเกิดภาวะ "ตาบอดโซเดียม" คือ 34.5% ไม่ทราบว่าตนเองบริโภคโซเดียมเท่าไรในแต่ละวัน แม้จะมีความรู้ว่าเกลือส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ยังคงพึ่งพาอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารสั่งจากนอกบ้านสูง อีกทั้ง ยังพบประเด็นความสับสนเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเยาวชนบางส่วนยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับบุหรี่มวน รวมถึงภัยเงียบในบ้านที่มีเยาวชนถึง 12.7% ต้องสัมผัสควันบุหรี่จากคนในครอบครัวที่สูบทุกวัน รศ.ดร.เกศินี ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบว่า “ปัญหาด้านการนอน โภชนาการ และการออกกำลังกาย มีรากฐานมาจากวิถีชีวิตครอบครัวยุคใหม่ การปรับพฤติกรรมเด็กจึงต้องเริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมโดยผู้ใหญ่ โดยมีข้อเสนอ 3 ระดับ คือ ระดับสถานศึกษา เพิ่มพื้นที่ Active Play ขยับร่างกายช่วงพัก ครูช่วยคัดกรองอาการอ่อนล้าจากการนอนไม่พอ และเร่งสลายความเข้าใจผิดเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ระดับครอบครัว ตั้งกฎเหล็ก "งดจอก่อนนอน" เพื่อทวงคืนเวลานอน 9 ชั่วโมงให้เด็ก ทำบ้านให้ปลอดควันบุหรี่ และลดการปรุงรสโซเดียมในอาหาร และ ระดับนโยบาย/สสส. สร้าง Healthy Food Environment รอบโรงเรียนให้มีอาหารผักสูงโซเดียมต่ำ และรณรงค์สื่อสารเจาะจงเรื่อง 'คลิปสั้นขโมยเวลานอน' ส่งตรงถึงผู้ปกครอง” ด้าน ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สุขภาวะเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data) ในกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 252 คน จาก 9 โรงเรียนนำร่อง พบว่า ภาพรวมเด็กและเยาวชนมีความรู้และความเข้าใจด้านสุขภาวะในระดับสูง แต่ระดับการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันยังอยู่ในระดับปานกลาง โดยผลการสำรวจพบประเด็นสำคัญใน 4 มิติสุขภาวะ อารมณ์และสุขภาพจิต เด็กส่วนใหญ่มีสุขภาพจิตที่ดี อารมณ์สดใส (คะแนนเฉลี่ย 2.78 จาก 3) ภาวะโภชนาการ เด็กมีความรู้เรื่องโรค NCDs และภัยจากโซเดียมดีมาก แต่พฤติกรรมการเลี่ยงโซเดียมเชิงรุกยังต่ำ โดยยังพึ่งพาอาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็งค่อนข้างบ่อยเนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ในขณะที่การออกกำลังกาย อยู่ในขั้นน่าห่วง เด็กมีกิจกรรมทางกายปานกลาง-หนักอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เพียงเฉลี่ย 2.11 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น นอกจากนี้ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงทางสภาพแวดล้อม โดยพบว่าเด็กถึง 28.17% มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคไต ขณะที่บทบาทของครอบครัวขยาย โดยเฉพาะปู่ย่าตายาย (54%) และแม่ (69%) มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กอีสาน ส่วนประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า แม้ภาพรวมเด็กจะมีความรู้เรื่องโทษและกฎหมายสูง แต่บางพื้นที่อย่างโรงเรียนเทศบาลกลับพบอัตราเด็กเคยทดลองใช้สูงถึง 45.45% ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเร่งเฝ้าระวัง ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ขอนแก่นโมเดล: ระบบนิเวศสุขภาวะที่สดใส" เปลี่ยนแนวทางการสื่อสารแบบเดิมที่เน้นการสั่งให้ทำ ปลูกฝังความกลัว หรือจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน ไปสู่ "นวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์ (เด็กคิด เด็กทำ)" บูรณาการความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน (All-of-Society Approach) โดยเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้), อารมณ์ (รู้เท่าทันสื่อ โฆษณา และสร้างภูมิคุ้มกัน) และ ออกกำลังกาย (ขยับกายสลายพุงอย่างสนุกสนาน) ดร.ดนัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สสส. ได้เตรียมขับเคลื่อน 6 นวัตกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเป็นเครื่องมือปิดช่องว่างพฤติกรรม ได้แก่ สื่อ/กิจกรรม WOW! สร้างการมีส่วนร่วม (25%) แกนนำเยาวชน (Youth Health Communicator) 15 คน เพื่อขยายผลเครือข่าย (15%) นวัตกรรมฉลากโภชนาการ สัญญาณไฟจราจร เขียว-เหลือง-แดง (10%) นวัตกรรมเมนูชูสุขภาพ ชูวัตถุดิบพื้นถิ่น ลดหวาน มัน เค็ม (10%) สมุดบันทึกสุขภาพ เชื่อมโยงเด็ก ครู และผู้ปกครอง (10%) นวัตกรรมออกกำลังกาย เพลง ท่าเต้น และอุปกรณ์สร้างสรรค์ (10%) สำหรับแผนการดำเนินงาน ขอนแก่นโมเดลได้เริ่มจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐานในเดือนสิงหาคม 2569 และกำลังเข้าสู่ช่วง Project Pitching เสนอโครงการต้นแบบเพื่อรับทุนสนับสนุน ตามด้วยการจัด Co-Creation Workshop ก่อนจะลงมือปฏิบัติจริงในโรงเรียนช่วง พฤศจิกายน 2569 – มีนาคม 2570 และจัดมหกรรมแสดงผลงานรวมถึงมอบรางวัลระดับประเทศในเดือนมิถุนายน 2570 ต่อไป. #สสส. #แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ #อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน #ขอนแก่นโมเดล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง