back
“ครูนักสู้” พลิกชีวิตหลังราชการ ปั้น “สวนกาแฟพลอยไพลิน” 25 ไร่ ชูกาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่ ดันกาแฟอุ้มผางสู่เวทีระดับประเทศ
29 ก.ย. 2569 10:43
View: 163

ชวลิต สจ.มอไซต์
“ครูนักสู้” พลิกชีวิตหลังราชการ ปั้น “สวนกาแฟพลอยไพลิน” 25 ไร่ ชูกาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่ ดันกาแฟอุ้มผางสู่เวทีระดับประเทศ
ตาก – จากมือที่เคยดูแลเด็กในห้องเรียน สู่สองมือที่ลงแรงดูแลต้นกาแฟบนผืนดินชายแดน “ครูนักสู้” แห่งตำบลโมโกร พลิกชีวิตหลังออกจากราชการ สร้าง
“สวนกาแฟพลอยไพลิน” บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ เดินหน้าพัฒนา “กาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่” ตั้งแต่เพาะกล้า ปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงการชงจำหน่าย พร้อมต่อยอดสวนกาแฟสู่แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ขณะที่อำเภออุ้มผางเดินหน้าส่งเสริม “กาแฟ–ไม้ผล” เปลี่ยนวิถีเกษตร ลดการเผา เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
เรื่องราวของ นางสิรินยา ดนุพงศ์เวคิน เจ้าของ “สวนกาแฟพลอยไพลิน” ตำบลโมโกร อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของคนชายแดนที่เลือกสร้างอนาคตด้วยสองมือของตัวเอง หลังออกจากราชการ ก่อนหันมาทุ่มเทให้กับการทำสวนกาแฟอย่างจริงจัง
ก่อนก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัว นางสิรินยาเคยปฏิบัติงานด้านการดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านปอผ่าโด่ ตำบลโมโกร ก่อนออกจากชีวิตราชการในปี 2567 และตัดสินใจกลับมาพัฒนาพื้นที่ของครอบครัวด้วยการปลูกกาแฟ
จากคนที่เคยคุ้นเคยกับห้องเรียน ต้องเปลี่ยนมาเรียนรู้ “ห้องเรียนแห่งใหม่” ที่ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ และไม่มีผนัง มีเพียงภูเขา ผืนดิน สายฝน และต้นกาแฟเป็นบทเรียน
จาก 500 ต้น สู่ 4,500 ต้น จุดเริ่มต้นชีวิตเกษตรกร
นางสิรินยา เปิดเผยว่า หลังตัดสินใจออกจากงานราชการ ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำสวนกาแฟ โดยเริ่มปลูกกาแฟครั้งแรกในปี 2567 จำนวนประมาณ 500 ต้น
จากนั้นในปี 2568 ได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000 ต้น และอีกประมาณ 3,000 ต้น ทำให้ปัจจุบันมีต้นกาแฟที่ปลูกสะสมประมาณ 4,500 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่
จากจุดเริ่มต้นเพียงหลักร้อยต้น ค่อย ๆ ขยับขยายเป็นหลักพันต้น สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะยกระดับกาแฟให้กลายเป็นอาชีพหลักอย่างจริงจัง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องเรียนรู้ตั้งแต่การเพาะกล้า การปลูก การดูแลรักษา การจัดการแปลง การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูปและการจำหน่าย จนวันนี้ “สวนกาแฟพลอยไพลิน” กลายเป็นพื้นที่ผลิตกาแฟที่เดินหน้าพัฒนาอย่างครบวงจร
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดัน กาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่ ให้เป็นผลผลิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของตำบลโมโกรและอำเภออุ้มผาง
นางสิรินยา กล่าวว่า การออกจากงานราชการไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงาน แต่เป็นการเริ่มต้นทำงานในอีกบทบาทหนึ่ง โดยนำความรู้และประสบการณ์จากชีวิตที่ผ่านมา มาปรับใช้กับการทำสวนกาแฟ และต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
พัฒนากาแฟครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นายเผ่าพงษ์ กิ่งกาหลง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ หรือเกษตรตำบลโมโกร สำนักงานเกษตรอำเภออุ้มผาง กล่าวว่า สวนกาแฟพลอยไพลินมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 25 ไร่ โดยเจ้าของสวนพัฒนาการผลิตตั้งแต่การผลิตกล้ากาแฟ การดูแลรักษาแปลง การผลิตและเก็บเกี่ยวผลผลิต ตลอดจนการแปรรูปและจำหน่ายกาแฟสด
แนวทางดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้มากกว่าการขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถนำกาแฟมาต่อยอดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
จากเมล็ดกาแฟที่ถูกเพาะเป็นต้นกล้า นำลงปลูก ดูแลจนให้ผลผลิต เมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว กาแฟโรบัสต้าจากบ้านปอผ่าโด่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ก่อนพัฒนาเป็นกาแฟสำหรับชงและจำหน่าย
นั่นทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสทั้งบรรยากาศของสวน เรียนรู้กระบวนการผลิต และชิมรสชาติกาแฟจากแหล่งปลูกได้โดยตรง
จากสวน 25 ไร่ สู่เวที “สุดยอดกาแฟไทย 2569”
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนกาแฟพลอยไพลิน คือการนำผลผลิตเข้าร่วม โครงการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ประจำปี 2569 โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คะแนนตามกระบวนการของการประกวด
การเข้าสู่เวทีดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญของกาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่ในการก้าวออกจากพื้นที่ชายแดนอำเภออุ้มผางไปสู่การรับรู้ในวงกว้าง พร้อมเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพกาแฟ ตั้งแต่แปลงปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดเลือกผลผลิต ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป
ขณะที่ภาพรวมพื้นที่ปลูกกาแฟของอำเภออุ้มผางกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของสำนักงานเกษตรอำเภออุ้มผางระบุว่า ปี 2568 มีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 2,303 ไร่ ก่อนเพิ่มเป็น 4,133 ไร่ในปี 2569 เพิ่มขึ้น 1,830 ไร่ หรือประมาณ 79.46%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสนใจของเกษตรกรที่มีต่อกาแฟ และทำให้การพัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การตลาด ตลอดจนการสร้างอัตลักษณ์กาแฟของแต่ละชุมชนมีความสำคัญมากขึ้น
อุ้มผางเดินหน้า “ลดเผา–เพิ่มพื้นที่สีเขียว–เพิ่มรายได้”
นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาการเผาพื้นที่การเกษตรและการเผาป่าในพื้นที่อำเภออุ้มผางยังคงมีอยู่ แต่หลังจากมีการนำนโยบายของจังหวัดมาปรับใช้ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตร สถานการณ์การเผาในพื้นที่มีแนวโน้มลดลง
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือการส่งเสริมให้ประชาชนลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด และหันมาปลูกพืชที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว โดยเฉพาะกาแฟ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงทั้งเรื่องรายได้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการลดการเผา
เมื่อประชาชนลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปริมาณเศษวัสดุทางการเกษตรที่ต้องจัดการก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการเผาในพื้นที่หมู่บ้าน
นายอำเภออุ้มผางระบุว่า ในพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต ไม่พบจุดความร้อน หรือ Hotspot จากการเผาพื้นที่การเกษตร ขณะที่สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งถือเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรของประชาชน
ดัน
“กาแฟ–ทุเรียน–เงาะ–มังคุด–หมาก” สร้างรายได้ระยะยาว
สำหรับแนวทางในระยะต่อไป อำเภออุ้มผางเตรียมขับเคลื่อนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยหารือร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อส่งเสริมพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
นอกจากกาแฟแล้ว ยังมีไม้ผลและพืชเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และหมาก เพื่อสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ระยะยาวให้กับประชาชน
แนวคิดสำคัญคือ หากประชาชนสามารถสร้างรายได้จากพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างมั่นคง ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรป่าไม้ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียวไปพร้อมกัน
อำเภออุ้มผางจึงวางแนวทางให้ “ลดการเผา–เพิ่มพื้นที่สีเขียว–เพิ่มรายได้ประชาชน” เดินหน้าไปพร้อมกัน โดยใช้การปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรเป็นหนึ่งในกลไกแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ควบคู่กับมาตรการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมาย
ททท.ตาก มอง “กาแฟบ้านปอผ่าโด่” มากกว่าสวนกาแฟ
ด้าน นางธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก หรือ “ผอ.หน่อง” กล่าวว่า กาแฟบ้านปอผ่าโด่ไม่ได้เป็นเพียงแค่สวนกาแฟหรือแหล่งผลิตกาแฟเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นจุดเช็กอินและจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวของอำเภออุ้มผางได้ในอนาคต
โดยเฉพาะการนำเรื่องราวของวิถีชีวิต การปลูกกาแฟ กระบวนการผลิต ธรรมชาติ และวัฒนธรรมของชุมชน มาผสมผสานให้เกิดเป็นประสบการณ์สำหรับนักท่องเที่ยว
สวนกาแฟจึงสามารถต่อยอดเป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิต และพื้นที่สัมผัสธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร และสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชนในพื้นที่
จากห้องเรียนสู่ผืนดิน จากครูสู่เกษตรกร
จากภาพใหญ่ของอำเภอ กลับมาที่สวนกาแฟบนผืนดินบ้านปอผ่าโด่ เรื่องราวของ “ครูนักสู้” จึงสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรในพื้นที่ชายแดนได้อย่างน่าสนใจ
จากห้องเรียนสู่ผืนดิน จากคนทำงานด้านการศึกษาสู่เกษตรกร จาก 500 ต้นในวันแรก สู่ประมาณ 4,500 ต้น จากสวนกาแฟ 25 ไร่สู่การผลิตครบวงจร และจาก “กาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่” สู่เวทีการประกวดระดับประเทศ
สำหรับนางสิรินยา การออกจากชีวิตราชการจึงไม่ใช่ปลายทางของการทำงาน หากเป็นการเปิด “ห้องเรียนชีวิต” บทใหม่ ที่มีผืนดินเป็นกระดาน มีต้นกาแฟเป็นบทเรียน และมีผลผลิตเป็นคำตอบ
ขณะที่อำเภออุ้มผางกำลังเดินหน้าปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร ลดการเผา เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างรายได้ “สวนกาแฟพลอยไพลิน” จึงเป็นอีกหนึ่งภาพของความพยายามสร้างอาชีพบนฐานทรัพยากรท้องถิ่น พร้อมพา “กาแฟโรบัสต้าบ้านปอผ่าโด่” ออกจากสวน สู่ถ้วยกาแฟ ตลาด เวทีประกวด และเส้นทางท่องเที่ยวในอนาคต
ชวลิต วิกุลชัยกิจ/รายงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













