back
เตรียมเปิดตัว “งานวิจัยชาวบ้าน” พันธุ์ปลาแม่น้ำกก
28 ก.ย. 2569 16:51
View: 134

Pisanukorn
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน เตรียมเปิดตัวผลงานวิจัยชาวบ้านเรื่อง “พันธุ์ปลาแม่น้ำกก ท่ามกลางวิกฤติสารพิษปนเปื้อน” ชูข้อมูล 92 ชนิดปลา พร้อมสะท้อนเสียงชาวประมงกระทบหนักเร็วๆ นี้ ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ท้องถิ่นและข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ามกลางวิกฤติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สายน้ำสายหลักของจังหวัด
เชียงรายที่กำลังเผชิญกับการปนเปื้อนสารเคมีอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางน้ำ สุขภาพ และปากท้องของชาวบ้าน การศึกษานี้เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของ 6 ชุมชนลุ่มน้ำกก ได้แก่ บ้านสบกก, บ้านสบคำ, บ้านเชียงแสนน้อย (อำเภอเชียงแสน), บ้านท่ากอบง (อำเภอดอยหลวง), บ้านเมืองงิม และบ้านน้ำลัด (อำเภอเมืองเชียงราย) ที่ร่วมกันลงมือสำรวจ เก็บข้อมูล และจัดทำวิจัยด้วยตนเองเพื่อใช้เป็น “อาวุธทางปัญญา” ในการปกป้องและเรียกร้องสิทธิบนสายน้ำแม่ของตนเอง
งานวิจัยชาวบ้านพันธุ์ปลาแม่น้ำกกครั้งนี้ ทำการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ปลาได้ทั้งหมด 92 ชนิด สามารถจำแนกตามถิ่นกำเนิดออกเป็น ปลาท้องถิ่น 78 ชนิด และ ปลาต่างถิ่น (Alien Species) 14 ชนิด ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำกกที่มีระบบนิเวศย่อยถึง 11 แบบ ได้แก่ หนอง, หลง, ดอน, แคว, แก่ง, ออบ, หาด, วัง, ผา, ปง และลำห้วย
โดยปลาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของชุมชน แต่ยังเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างเครื่องมือจับปลาตาม 3 ช่วงฤดูกาล ได้แก่
ฤดูน้ำหลาก (พฤษภาคม–เมษายน) ซึ่งเป็นช่วงอพยพของปลาจากแม่น้ำโขงและสร้างรายได้ให้ชาวประมงสูงสุดเฉลี่ยถึง 52,000 บาทต่อราย,
ฤดูน้ำลง (ตุลาคม–พฤศจิกายน)
และฤดูแล้ง (ธันวาคม–เมษายน)
ทว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤติแม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนักอย่างสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท เมื่อนำรายชื่อปลาทั้ง 92 ชนิด มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาของ รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารและการสะสมโลหะหนักจากตะกอนท้องน้ำ พบข้อมูลน่ากังวลว่า ปลาในแม่น้ำกกส่วนใหญ่มีความเสี่ยงสูงถึงสูงมากในการสะสมสารพิษตกค้าง สามารถจัดกลุ่มระดับความเสี่ยงได้ดังนี้
ความเสี่ยงระดับสูงมาก (42 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 45.6): เป็นกลุ่มปลาล่าเหยื่อ/กินเนื้อ ปลากินหอย และสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่ ซึ่งมีกระบวนการถ่ายทอดสารพิษเพิ่มขึ้นตามลำดับขั้นห่วงโซ่อาหาร (Biomagnification) เช่น ปลากราย, ปลาก้าง, ปลาสลาด, ปลากดคัง, ปลาเค้าขาว, ปลาเค้าดำ, ปลาดุก, ปลาช่อน, ปลาน้ำเงิน, ปลาไหล, ปลาชะโด และตะพาบน้ำ
ความเสี่ยงระดับสูง (8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 8.7): เป็นกลุ่มปลาหากินหน้าดิน กินซากอินทรียวัตถุและแมลงน้ำ ซึ่งสัมผัสกับตะกอนท้องน้ำที่เป็นแหล่งสะสมหลักของโลหะหนักโดยตรง เช่น ปลาเล็บมือนาง, ปลากาดำ, ปลามูด, ปลาแขยง, ปลาแข้ติดหิน, ปลากระทิง, ปลาหลดจุด และปลาชัคเกอร์ (ปลาดูด)
ความเสี่ยงระดับปานกลาง - สูง (18 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 19.6): เป็นกลุ่มปลากินอาหารหลากหลายทั้งพืช สัตว์ และซากสิ่งมีชีวิต เช่น ปลาแก้มช้ำ, ปลายี่สกไทย, ปลากระมัง, ปลาหมอ, ปลาบึก, ปลานิล และปลาไน
ความเสี่ยงระดับปานกลาง (16 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 17.4): เป็นกลุ่มปลากินพืชน้ำ สาหร่าย และแพลงก์ตอน เช่น ปลาสร้อยลูกบัว, ปลากะโห้, ปลาสร้อยขาว และปลาหว้า
ความเสี่ยงระดับต่ำ (8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 8.7): เป็นกลุ่มปลาที่อาศัยและหากินบริเวณผิวน้ำหรือมวลน้ำ ซึ่งสัมผัสกับตะกอนท้องน้ำน้อยที่สุด เช่น กลุ่มปลาซิว, ปลาฝักพร้า, ปลาแปบควาย และปลาแป้นแก้ว
ผลการศึกษาสรุปภาพรวมได้ว่า ปลาที่มีความเสี่ยงสูงและสูงมากรวมกันมีมากถึง 50 ชนิด หรือคิดเป็นร้อยละ 54.3 ของพันธุ์ปลาทั้งหมด ซึ่งปลาในกลุ่มเนื้ออ่อนและปลาล่าเหยื่อเหล่านี้ คือปลาเศรษฐกิจหลักที่ชาวบ้านจับมารับประทานและขายในตลาด
จากภาวะวิกฤติแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปี ได้สร้างผลกระทบสะเทือนถึงวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านอย่างหนัก โดยเปิดเผยข้อกังวลสำคัญ 6 ประการ ได้แก่
1)ยังไม่มั่นใจในการบริโภคปลา แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าผลตรวจปลาไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ข่าวกระแสสารพิษทำให้ชาวบ้านสับสน กังวล และเลิกบริโภคปลาน้ำกกมาจนถึงปัจจุบัน
2)กลัวการสะสมสารพิษในแหล่งอาหาร แม้ผลตรวจเนื้อปลาจะยังไม่เกินมาตรฐาน แต่ผลตรวจน้ำและตะกอนดินยังเกินค่ามาตรฐาน หากปล่อยให้เหมืองปล่อยสารพิษระยะยาว ย่อมเกิดการสะสมในตัวปลาจนกระทั่งเป็นอันตราย
3)ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเหมืองต้นเหตุ รัฐบาลไทยยังไม่ได้เจรจาหยุดการปล่อยสารพิษจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังโดยไร้การแก้ไขที่ต้นตอ
4)การสื่อสารกระทบต่อปากท้อง ข่าวสารเรื่องปลาปนเปื้อนเป็นดาบสองคม แม้ช่วยสะท้อนปัญหา แต่กลับทำให้ขายปลาไม่ได้ สูญเสียรายได้ และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเยียวยา จนชาวประมงลำบากใจที่จะพูดถึงปัญหา
5)ขาดการเปิดเผยผลตรวจสุขภาพและแนวทางปฏิบัติ ชาวประมงบางส่วนได้รับการตรวจปัสสาวะ แต่กลับไม่เคยได้รับแจ้งผลตรวจหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันสารพิษเลย
6)ไร้การช่วยเหลือและเยียวยาจากภาครัฐ ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจความเสียหาย ส่งเสริมอาชีพ หรือสนับสนุนแหล่งน้ำปลอดภัยเพื่อเลี้ยงปลาบริโภคทดแทน
การเปิดตัวงานวิจัยชาวบ้านพันธุ์ปลาแม่น้ำกกในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงแค่การเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการท้องถิ่น แต่คือการส่งเสียงเรียกร้องอย่างเป็นรูปธรรมของชาวประมงและชุมชนลุ่มน้ำกก ให้ภาครัฐและสังคมหันมาเร่งแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนที่ต้นเหตุ พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อฟื้นฟูสายน้ำแม่แห่งนี้ให้กลับมาปลอดภัยและยั่งยืนอีกครั้ง
ติดตามได้ทางเพจสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง









