back

Lecture Bar วงพูดคุยที่ชวนมองอนาคตนครพนม ผ่านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และศิลปะ แบบเข้มข้น 2 ชั่วโมง

28 ส.ค. 2569 10:39 View: 3
author profile image
นครพนมโฟกัส
ต้องบอกว่าคอนเทนต์นี้อาจจะยาวนิดหนึ่งเพราะเราเก็บประเด็นจากสัปดาห์ที่ผ่านมาในวงเสวนาเล็ก ๆ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นสบาย ๆ เลยทำให้การพูดคุยกินเวลาไปนานถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งกิจกรรมจัดที่ Dripscolor Art Space อ.ธาตุพนม ภายใต้เทศกาล GMS ART FEST 2026 เปิดพื้นที่ให้คนทำงานด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม ผังเมือง การสื่อสาร และภาคประชาชน มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการเติบโตของนครพนม ผ่านมุมมองเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการสร้างสรรค์เมือง กับวงเสวนาหัวข้อ “จดหมายเปิดผนึกถึงนครพนม : Lecture Bar บาร์ฐกถา ‘เคลื่อนคน เคลื่อนเมือง’” วงสนทนาดังกล่าวมี คุณทักษพร มาพบ ผู้ร่วมก่อตั้งพบกับใจ SoulSpace & Art Space อำเภอเรณูนคร, คุณวิรุฬห์ หนูห่วง คุณชัยวัฒน์ โพธิตะนัง จากกลุ่มธาตุพนม City Of Art, คุณจักรดุลย์ เปาวิมาน สถาปนิกผังเมืองจากมรุกขนคร Design Studio และคุณพัฒนะ พิมพ์แน่น นักประชาสัมพันธ์ นักสื่อสาร และบรรณาธิการเพจ “นครพนมโฟกัส” ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี คุณสุภรา ปราบใหญ่ แห่งใบตองสถาน ประธานมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) เป็นผู้ชวน Lecture พร้อมกับคุณปิยาพัชร บัวชุม ผู้ร่วมก่อตั้งพบกับใจ SoulSpace & Artspace อ.เรณูนคร เป็นผู้ช่วย Lecture บรรยากาศของวงเสวนาไม่ได้จำกัดรูปแบบที่เป็นวิชาการ เน้นการล้อมวงคุยแบบเป็นกันเอง เปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ร่วมเสวนาและผู้ที่มารับฟังได้ร่วมตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน แก่นสำคัญของวงสนทนาอยู่ที่คำถามว่า “นครพนมกำลังเคลื่อนไปทางไหน และเราจะช่วยกันทำให้เมืองเติบโตไปพร้อมกับผู้คนได้อย่างไร” หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนครพนมกับแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นรากฐานของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความทรงจำของผู้คน โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ระบบนิเวศ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แม่น้ำที่เคยเป็นแหล่งอาหาร เป็นพื้นที่ทำมาหากิน และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนสองฝั่งน้ำ กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งระบบน้ำ การไหลของตะกอน การประมง ตลอดจนปัญหาการปนเปื้อนและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ริมแม่น้ำ นครพนมอาจเติบโตได้ แต่การเติบโตนั้นไม่ควรแยกขาดจากแม่น้ำโขง เพราะหากเมืองสูญเสียความสัมพันธ์กับแม่น้ำ เมืองก็อาจสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวตนไปพร้อมกัน อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างเข้มข้น คือ การขยายตัวของนครพนมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการท่องเที่ยว อาคาร ร้านค้า คาเฟ่ กิจกรรมสร้างสรรค์ และการเข้ามาของผู้คนจากภายนอก การเติบโตดังกล่าวเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในมุมของงานสถาปัตยกรรมและผังเมือง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมืองอาจกำลังเติบโตไม่ทันกับความเจริญที่เข้ามา โดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน การใช้พื้นที่ การจัดการน้ำ พื้นที่สาธารณะ และการวางแผนรองรับการขยายตัวของเมือง ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้มองเพียงในมิติของฝนตกหนักหรือน้ำโขงหนุน แต่ยังมองถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมืองด้วย เพราะพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ธรรมชาติ เมื่อถูกพัฒนาเป็นอาคาร ถนน หรือสิ่งก่อสร้าง ก็อาจทำให้เมืองสูญเสียความสามารถในการจัดการน้ำตามธรรมชาติ การวางผังเมืองจึงไม่ควรเป็นเรื่องของนักผังเมืองเพียงกลุ่มเดียว ควรเป็นเรื่องที่คนในเมืองเข้ามามีส่วนร่วม แม้จะมีคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงของเมือง อีกด้านหนึ่งยังมองเห็นว่า นครพนมมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก สิ่งสำคัญคือเมืองต้องรู้จักต้นทุนที่ตัวเองมี นครพนมมีทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ผู้คน อาหาร งานช่าง ความเชื่อ ศิลปะ และวิถีชีวิตที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งของเดิม แนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การทำให้แต่ละพื้นที่มีจุดเด่นในแบบของตัวเอง แทนที่จะพยายามทำให้ทุกอำเภอเหมือนกันทั้งหมด เช่น ธาตุพนมอาจมีเรื่องราวและต้นทุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม ขณะที่พื้นที่อื่นอาจมีจุดเด่นด้านอาหาร วิถีชีวิต งานหัตถกรรม ธรรมชาติ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อแต่ละพื้นที่มีเรื่องเล่าของตัวเอง แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน ก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ของนครพนมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ประเด็นที่เชื่อมโยงกับงานศิลปะอย่างชัดเจน คือคำถามว่า เราจะรักษาวัฒนธรรมอย่างไรให้ยังมีชีวิตอยู่กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งในวงเสวนามองว่าการรักษาวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำทุกอย่างเหมือนในอดีต เพราะหากวัฒนธรรมถูกแช่แข็งไว้ในรูปแบบเดิม ก็อาจค่อย ๆ ห่างออกจากชีวิตของผู้คน สิ่งที่ควรรักษาคือ “แก่น” ของวัฒนธรรม ขณะที่รูปแบบสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามยุคสมัย ดนตรีร่วมสมัย ศิลปะ การออกแบบ เทคโนโลยี หรือกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ สามารถเข้ามาเป็นเครื่องมือในการตีความวัฒนธรรมใหม่ได้ พิพิธภัณฑ์เองก็ไม่ควรเป็นเพียงสถานที่เก็บวัตถุ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพบปะ เรียนรู้ ตั้งคำถาม และสร้างกิจกรรมร่วมกัน เพราะวัฒนธรรมจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อผู้คนยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั้น ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ควรได้รับพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมและตีความวัฒนธรรมในแบบของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ชมสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของนครพนม คือ การทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า เมืองแห่งนี้ยังมีพื้นที่สำหรับอนาคตของพวกเขา นครพนมมีจุดแข็งในเรื่องความสงบ ความเรียบง่าย ธรรมชาติ และคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเมืองไม่มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การทำงาน การสร้างธุรกิจ หรือการสร้างสรรค์ คนรุ่นใหม่ก็อาจจำเป็นต้องเดินทางออกไปหาพื้นที่เหล่านั้นจากที่อื่น ดังนั้น ความท้าทายของเมืองคือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนสามารถเติบโตได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเกิด ในยุคที่โทรศัพท์มือถืออยู่ในมือของแทบทุกคน การเล่าเรื่องเมืองไม่ได้เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว ผู้คนสามารถบอกเล่าเรื่องราวของชุมชน ร้านเล็ก ๆ ศิลปินท้องถิ่น อาหาร วัฒนธรรม หรือสถานที่ที่คนภายนอกอาจไม่เคยรู้จัก ผ่านโซเชียลมีเดียได้ทันที คุณพัฒนะ พิมพ์แน่น นักประชาสัมพันธ์ นักสื่อสาร และบรรณาธิการเพจ “นครพนมโฟกัส” มองว่า โซเชียลมีเดียสามารถเป็นเครื่องมือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเมืองได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารอย่างรับผิดชอบ เพราะสื่อสามารถขยายทั้งปัญหาและโอกาส เรื่องที่ถูกพูดถึงจำนวนมากอาจกลายเป็นแรงผลักให้เกิดการแก้ไข แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองก็สมควรถูกเล่าออกไปด้วย นครพนมไม่ควรรอให้คนอื่นมาเล่าเรื่องเมืองแทน แต่คนในพื้นที่สามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้เล่าเรื่องของบ้านตัวเองได้ บทสรุปสำคัญจากวง “Lecture Bar” คือ การเปลี่ยนเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป อาจเริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยากสร้างกิจกรรมบางอย่าง เริ่มจากศิลปินที่อยากมีพื้นที่แสดงงาน กลุ่มเยาวชนที่อยากทำกิจกรรม หรือคนในชุมชนที่อยากนำเรื่องราวของตัวเองออกมาเล่า เมื่อสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ใหญ่ขึ้น และเปิดทางให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมสนับสนุน เช่น ภาครัฐมีบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนด้านทรัพยากรและเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคประชาชน ศิลปิน เยาวชน และคนทำงานสร้างสรรค์ สามารถเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมและสร้างพื้นที่ใหม่ ๆ ให้กับเมือง จดหมายเปิดผนึกถึงนครพนมในช่วงท้ายจากวงสนทนาครั้งนี้ มีหลากหลายประเด็นที่สะท้อน เช่น อยากเห็นเมืองเติบโตอย่างมีคุณภาพ อยากเห็นแม่น้ำโขงได้รับการดูแล อยากเห็นคนรุ่นใหม่มีพื้นที่ อยากเห็นศิลปะเข้าถึงผู้คนมากขึ้น อยากเห็นวัฒนธรรมถูกส่งต่อโดยไม่ถูกแช่แข็ง และอีกหลายเสียงอยากเห็นคนในเมืองหันกลับมารับฟังกันมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดอาจนำไปสู่คำตอบเดียวกันที่ว่า นครพนมไม่จำเป็นต้องเติบโตให้เหมือนเมืองอื่น แต่ควรเติบโตบนตัวตนของตัวเอง เพราะสิ่งที่ทำให้นครพนมเป็นนครพนม ไม่ได้มีเพียงแม่น้ำโขง อาคารเก่า แหล่งท่องเที่ยว หรือมรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น ผู้คน ความทรงจำ วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเมืองคือหัวใจสำคัญ และหากจะเคลื่อนเมือง จุดเริ่มต้นคือการเคลื่อนคน ร่วมพูดคุยกันมากขึ้น ยอมรับฟังความคิดเห็นในมุมมองที่แตกต่าง และลองมองภาพความเป็นนครพนมในมุมใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน ก็น่าจะเป็นความร่วมมือในการออกแบบอนาคตใหม่ของเมืองได้เร็วขึ้น ภาพ : จารุพัฒน์ พงษ์เลิศหิรัญ ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส
ข่าวที่เกี่ยวข้อง