back

สสส. สานพลังภาคี จัดเวทีเสวนา “อย่ารอให้เกิดเหตุ : เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” แนะมาตรการ 3 ด่าน “ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชน” ร่วมคัดกรอง-ช่วยเหลือ-สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก-เยาวชนไทย พร้อมหนุนรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายลดความรุนแรง-หยุดเหตุโศกนาฏกรรมในสังคม

17 ส.ค. 2569 23:08 View: 129
author profile image
Akhtarmizi A.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” เดินหน้าชวนภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ร่วมเสนอแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมออกแบบระบบที่เชื่อมต่อความช่วยเหลือ ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า วิกฤตความรุนแรงในเด็กและเยาวชน คือวิกฤตซ่อนเร้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เหตุการณ์ร้ายแรงในโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ไม่สามารถทำแยกส่วนได้ ต้องอาศัยทั้งระบบนิเวศร่วมกัน สสส. มีแผนดำเนินงานขับเคลื่อนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งมีต้นทุนการทำงานพร้อมต่อยอด ได้แก่ เครือข่ายวิชาการและเครือข่ายระดับพื้นที่ กระจายตัวอยู่ใน 200 ตำบล 24 จังหวัดทั่วไทย มุ่งขับเคลื่อนงานยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวในระดับพื้นที่ และสะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมและชุดองค์ความรู้ 146 ชิ้น ครอบคลุมประเด็นสุขภาพจิต ป้องกันความรุนแรง คัดกรองความเสี่ยง และฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้กับพื้นที่ได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ happychild.thaihealth.or.th นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การป้องกันปัญหาความรุนแรงและดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน สสส. และภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย 3 ด่าน ได้แก่ ด่านครอบครัว เร่งส่งเสริมทักษะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยภายในบ้าน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และรู้จักวิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง ด่านโรงเรียน จัดให้มีกิจกรรม Homeroom เพื่อสร้างสัมพันธภาพและคัดกรองนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเชิงรุก พร้อมจัดตั้งทีมครูและนักจิตวิทยา เพื่อคอยช่วยเหลือทันที และสร้างช่องทางแจ้งเหตุโดยไม่เปิดเผยตัวตน ที่สำคัญ เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง ต้องใช้การไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ และจัดให้มีฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต ด่านชุมชน ส่งเสริมการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังร่วมกัน ใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” คอยสอดส่องและแจ้งเหตุ และสนับสนุนลานเล่น ลานกีฬา ศิลปะ ดนตรี ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุด “2.ขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัย 3 มิติ ป้องกันในสถานศึกษา เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุหลักสูตรฝึกซ้อมเผชิญเหตุเป็นวิถีปฏิบัติ เพิ่มบุคลากรจิตวิทยา และสร้างแกนนำนักเรียน ช่วยสอดส่องดูแลเพื่อน ควบคุมภัยไซเบอร์ เสนอให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายกำกับการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อลดการซึมซับความรุนแรง ผนึกกำลังเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการคัดกรองโพสต์ที่สื่อถึงความรุนแรง และพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุด่วน (Fast Track) ให้มีการรายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัญญาณความเสี่ยง ส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสร้างพื้นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชนที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เทพศิรินทร์ นนทบุรี สะท้อนปัญหาความรุนแรงที่ถูกซ่อนไว้ เปรียบเทียบเหมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยู่เหนือน้ำ ขณะที่ใต้ผิวน้ำยังมีปัญหาและความเสี่ยงอีกหลายด้าน เช่น ปัญหาสุขภาพจิต การเสพติดเกม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติด และขาดความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และคนรอบตัว ดังนั้น หากจะขับเคลื่อนไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันฟื้นระบบดูแลช่วยเหลือเด็กให้เป็นระบบที่ทำงานเชิงรุก ที่สำคัญ คือการพัฒนาให้เกิดระบบส่งต่อเมื่อโรงเรียนไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งระบบต้องสามารถคัดกรองและส่งต่อเด็กไปยังผู้เชี่ยวชาญหรือบริการที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อปัญหาถึงขั้นรุนแรงแล้วเท่านั้น นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) กล่าวว่า จากการศึกษาการกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ โดย Madfis และ Levin นักวิจัยระดับโลก พบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดจากการที่ผู้ลงมือมีความเครียดสะสม รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสังคม นำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรม ในไทยยังมีเด็กที่ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม จากรายงานผลสำรวจเยาวชน ปี 2568 โดย สสส. และคิด for คิดส์ พบเด็กและเยาวชนไทยเครียดเรื่องการศึกษา และการทำงานเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 3 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 4 ในปี 2568 และเครียดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 2 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 3 ในปี 2568 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า หากจะแก้ปัญหาความรุนแรงที่ต้นเหตุ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบนิเวศ ซึ่งการสานพลังร่วมกันจะช่วยให้เกิดกลไกการทำงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ร่วมกับ สสส. ขับเคลื่อนนำแนวคิดเล่นอิสระไปใช้เยียวยาสุขภาพกายและใจเด็กอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับส่งเสริมการดูแลเด็กแบบองค์รวม และใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” จนกลายเป็นวาระสำคัญระดับจังหวัดในการเยียวยาและพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ เช่น การกราดยิงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู และภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ สำหรับการกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นอีกเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น สร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจผู้ปกครองและเด็ก นำไปสู่การเกิดความเครียดสะสม ดังนั้น เพื่อพลิกพื้นที่วิกฤติให้เป็นโอกาสแห่งการพัฒนา เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก เสนอให้โรงเรียนและผู้ปกครองใช้การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็ก ใช้เวลากับครอบครัว และคนรอบข้าง นำไปสู่การก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง และกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็ว สำหรับผู้สนใจการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.letsplaymore.org ภาพและเรื่อง : สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว , ฝ่ายสื่อสารองค์กร กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อาลัยปูชนียบุคคล “ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์” ผู้วางรากฐานงานพัฒนาเด็กและสังคมไทย ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ ๙๕ ปี อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท
16 ส.ค. 2569 22:15
author profile image
Shukur Dina

อาลัยปูชนียบุคคล “ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์” ผู้วางรากฐานงานพัฒนาเด็กและสังคมไทย ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ ๙๕ ปี อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท

อาลัยปูชนียบุคคล “ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์” ผู้วางรากฐานงานพัฒนาเด็กและสังคมไทย ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ ๙๕ ปี อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รายงาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท

View: 23
Like: 1
Comment: 0