back
นำร่องมอบพันธุ์ปลา 63,000 ตัว แก่ 7 ชุมชนเชียงราย มุ่งสร้าง "พื้นที่ปลอดภัยด้านอาหาร" แก้วิกฤตปนเปื้อนแม่น้ำกก
11 ส.ค. 2569 12:03
View: 76

Pisanukorn
เชียงราย (6 สิงหาคม 2569) — สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ร่วมกันส่งมอบพันธุ์ปลาจำนวน 63,000 ตัว ประกอบด้วย ปลากาดำ ปลาสร้อยขาว และปลาจีน ให้แก่ตัวแทนชาวประมงใน 7 ชุมชนเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำกก-โขง ได้แก่ บ้านห้วยเกี๋ยง, บ้านสบคำ, บ้านเชียงแสนน้อย (ต.เวียง), บ้านสบกก (ต.บ้านแซว) อ.เชียงแสน, บ้านดอนที่ (ต.ริมโขง), บ้านปากอิงใต้ (ต.ศรีดอนชัย) อ.เชียงของ และบ้านห้วยลึก (ต.ม่วงยาย) อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย
การมอบพันธุ์ปลาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงตาม 1 ใน 5 ข้อเสนอแนะของชุมชน เพื่อสร้าง "แหล่งอาหารสำรองที่ปลอดภัย" บริโภคได้โดยปราศจากความกังวลเรื่องสารพิษตกค้าง โดยการฟื้นฟูและปล่อยปลาลงสู่แหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำธรรมชาติในชุมชนที่มีความปลอดภัย เช่น หนอง, หลง, บวก, บ่อปลา และลำห้วยสาขา
แม่น้ำกก สายน้ำแห่งชีวิต ที่กำลังเผชิญวิกฤต
แม่น้ำกกและแม่น้ำโขงคือวิถีชีวิตและแหล่งรายได้หลักของชุมชนริมน้ำตลอดทั้งปี ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งประมงจับสัตว์น้ำ เก็บสาหร่ายไก สาหร่ายเตา และพืชผักริมฝั่ง แต่ยังเป็นคลังความหลากหลายทางชีวภาพ โดยผลการสำรวจงานวิจัยชาวบ้านร่วมกับสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต พบพันธุ์ปลาในแม่น้ำกกมากถึง 92 ชนิด (ปลาหนัง 33 ชนิด และปลาเกล็ด 59 ชนิด) รวมทั้งเป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลลูกปลาที่สำคัญของแม่น้ำโขง
นอกจากนี้ ยังพบปลาเศรษฐกิจสำคัญกว่า 20 ชนิด เช่น ปลาเพี้ย (ปลากาดำ), ปลาดังแดง, ปลากดคัง, ปลาเค้าขาว และปลาคางเบือน ซึ่งสร้างรายได้ให้ชาวประมง ตั้งแต่ปลาเกล็ดขนาดเล็กราคา 20–120 บาท/กิโลกรัม ไปจนถึงปลาเนื้อดีราคาสูงถึง 300–400 บาท/กิโลกรัม
กระนั้น นิเวศแม่น้ำกกกำลังถูกคุกคามอย่างน่าห่วง โดยพบปลาจากงานวิจัยชาวบ้านแม่น้ำกกที่ติดอยู่ใน บัญชีแดงชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ของ IUCN ถึง 15 ชนิด เช่น ปลาบึก, ยี่สกทอง, กะโห้ (สถานภาพ CR - ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง) รวมถึง กระเบนแม่น้ำโขง (EN) และ ปลาเค้าขาว, ปลาดุกอุย, ปลาแข้เหลือง (NT) ผสมโรงกับการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) อย่างปลาชะโดและปลาซัคเกอร์
สถานภาพปลาแม่น้ำกกในบัญชีแดง IUCN
กะโห้, ยี่สกทอง, ปลาบึก CR (ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง)
กระเบนแม่น้ำโขง Hemitrygon laosensis EN (ใกล้สูญพันธุ์)
ปลาแดง, นวลจันทร์, ปลาไน, หว่าหน้านอ, ตะพาบน้ำ , VU (มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์)
ปลาจีน, กดเหลือง, ปลาเค้าขาว, ปลาเค้าดำ, ปลาดุกอุย, ปลาแข้เหลือง NT (ใกล้ถูกคุกคาม)
วิกฤตสารพิษปนเปื้อน: ผลกระทบหนักต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชาวประมง
ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา นิเวศแม่น้ำกกต้องประสบภาวะวิกฤตอย่างหนักจากการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ "สารหนู" และ "ตะกั่ว" ที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมทำเหมืองทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อีกทั้งยังพบปรากฏการณ์ปลาป่วยเป็นตุ่มพุพองในหลายจุดตลอดลุ่มน้ำ
แม้ผลตรวจสารตกค้างในเนื้อปลาจากกรมประมงจะระบุว่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่กระแสข่าวและความกังวลด้านสุขภาพส่งผลให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างรุนแรง:
• รายได้สูญหาย: ช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2568 ชาวประมงไม่สามารถขายปลาได้เลย ปลาค้างถังแช่กว่า 200 กิโลกรัมต่อร้าน รายได้หลักที่เคยได้เฉลี่ยปีละ 141,290 บาท/คน ต้องหยุดชะงัก
• แบกรับต้นทุนสูญเปล่า: ชาวประมง 66 รายใน 3 ชุมชนหลัก ต้องแบกรับต้นทุนอุปกรณ์จับปลา (เรือ เครื่องยนต์ มองไหล ไซลั่น) เฉลี่ยสูงถึง 83,000 บาท/ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5,478,000 บาท โดยไร้การเยียวยาจากภาครัฐ
5 ข้อเสนอแนะจากชุมชน และทางออกที่ยังไม่ได้รับการงแก้ไข
จากเวทีแลกเปลี่ยนของชาวประมงท้องถิ่นปากแม่น้ำกก ได้สรุปข้อเสนอ 5 ประการสำคัญต่อภาครัฐ เพื่อแก้วิกฤตอย่างยั่งยืน:
1. สร้างพื้นที่ปลอดภัยด้านอาหารจากปลา: เร่งสนับสนุนการเพาะขยายพันธุ์และปล่อยปลาลงในแหล่งน้ำปิด/แหล่งน้ำธรรมชาติในชุมชนที่ปลอดภัย (นำร่องแล้วเมื่อ 6 ส.ค. 2569)
2. ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยรายได้: ชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปและเยียวยาต้นทุนอุปกรณ์จับปลาของชาวประมงที่ได้รับผลกระทบตลอดช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา
3. สื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน: ให้หน่วยงานรัฐลงพื้นที่สื่อสารข้อมูลผลตรวจอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันสารพิษที่ชัดเจน
4. เจรจาหยุดเหมืองต้นน้ำ (แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ): รัฐบาลไทยต้องเร่งเจรจากับประเทศทางการเพื่อระงับการปล่อยสารพิษจากเหมืองแร่ต้นน้ำในรัฐฉาน ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา
5. ตรวจสุขภาพชาวประมงอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยผล: ตรวจคัดกรองสารตกค้างในร่างกายของชาวประมงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเปิดเผยผลการตรวจและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
การมอบพันธุ์ปลา 63,000 ตัวในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการเติมชีวิตใหม่ให้แก่แหล่งน้ำชุมชน แต่ยังเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้าง "ความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร" ให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในย่างก้าวที่ทุกฝ่ายยังคงต้องร่วมกันผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้นน้ำต่อไป ภาพ/ข่าวโดย เกรียงไกร แจ้งสว่าง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง








