back
มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ลงพื้นที่ช่วยผู้สูงอายุทบทวนสิทธิ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ชุมชนใจแก้ว ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาฐานข้อมูลรัฐไม่อัปเดต ทำผู้สูงวัยถูกตัดสิทธิ์
26 ก.ค. 2569 14:34
View: 87

Aukson
มูลลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ ร่วมกับอาสาสมัคร นักศึกษา และแกนนำชุมชนใจแก้ว ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ชุมชนใจแก้ว เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกตัดสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ ยื่นทบทวนสิทธิ์ และเตรียมเอกสารอุทธรณ์ หลังพบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากประสบปัญหาเดินทางและไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้สูงอายุทยอยเดินทางเข้ามาขอความช่วยเหลือตลอดทั้งวัน โดยปัญหาหลักที่พบ คือข้อมูลของหน่วยงานรัฐไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากถูกระบุว่ามีทรัพย์สินหรือรายได้เกินเกณฑ์ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับชีวิตความเป็นอยู่
"รถที่ขายไปนานแล้ว ยังอยู่ในระบบ"
ชมนภัส ภูวิศา อาสาชุมชน ผู้พาผู้สูงอายุมายื่นทบทวนสิทธิ์ เล่าว่า ผู้สูงอายุบางท่านถูกตัดสิทธิ์เพราะระบบระบุว่ามีรถจักรยานยนต์ถึง 4 คัน ทั้งที่บางคันขายเป็นเศษเหล็กไปนานแล้ว และบางคันอยู่ในสภาพใช้งานไม่ได้ ทำให้ต้องเดินเรื่องกับสำนักงานขนส่งเพื่อลบข้อมูลเจ้าของรถออกจากระบบก่อน จึงจะสามารถอุทธรณ์สิทธิ์ได้
ปัญหาไม่ได้มีแค่รถ แต่รวมถึง "สินเชื่อ"
วิษณุ เงาศรี กรรมการชุมชนที่ร่วมอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ ระบุว่า นอกจากปัญหารถที่ข้อมูลไม่อัปเดตแล้ว ยังพบผู้สูงอายุจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์เพราะมีสินเชื่อ ทั้งที่เงินกู้ดังกล่าวเป็นเงินลงทุนประกอบอาชีพ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีฐานะร่ำรวย
หลายคนกู้เงินจากธนาคารหรือโครงการของรัฐเพื่อนำไปค้าขาย เช่น ขายลอตเตอรี่หรือค้าขายรายย่อย แต่กลับถูกนำข้อมูลสินเชื่อมาใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิ์เงินช่วยเหลือ ซึ่งสร้างความรู้สึกว่าเกณฑ์การพิจารณาไม่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตผู้สูงอายุ
"ผู้สูงอายุไม่ได้ติดอินเทอร์เน็ต แต่ต้องให้เช็กสิทธิ์เอง"
กรรมการชุมชนยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ภาครัฐจะเปิดระบบให้ตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีทักษะด้านดิจิทัล ไม่มีลูกหลานคอยช่วยเหลือ และมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง หากไม่มีภาคประชาสังคมหรืออาสาสมัครเข้ามาช่วย ก็แทบไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ
จึงเสนอให้หน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาล จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ในชุมชน เพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิ์ เตรียมเอกสาร และอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ แทนการผลักภาระให้ประชาชนเดินเรื่องเองหลายหน่วยงาน
อาสาสมัครช่วยเช็กสิทธิ์ทีละราย
ทศวรรต บุญมา และ ณัฏฐชญา เทพจักร์ อาสาสมัครที่ร่วมลงพื้นที่ อธิบายว่า หน้าที่หลักคือช่วยตรวจสอบสิทธิ์ผ่านระบบของกระทรวงการคลัง แจ้งเหตุผลที่ถูกตัดสิทธิ์ และช่วยยื่นคำร้องทบทวนสิทธิ์ ก่อนจัดเตรียมเอกสารให้ผู้สูงอายุไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
จากการช่วยเหลือตลอดวัน พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์จากข้อมูลรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่สูญหาย ถูกขาย หรือไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ฐานข้อมูลของรัฐยังไม่ปรับปรุง ทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
แกนนำชุมชนชี้ "คนจนกลายเป็นคนรวยในระบบ"
วิษณุ เงาศรี ประธานชุมชนใจแก้ว กล่าวว่า หลังมีการประกาศเกณฑ์ใหม่ มีผู้สูงอายุในชุมชนจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับเงินช่วยเหลือมาโดยตลอด
เขาระบุว่า บางคนถูกจัดเป็นผู้มีฐานะดีเพียงเพราะมีสินเชื่อหรือข้อมูลรถเก่าที่ยังไม่ถูกลบออกจากระบบ ทั้งที่ความจริงเป็นผู้มีรายได้น้อย ต้องกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ และยังต้องผ่อนชำระหนี้อยู่ทุกเดือน
วิษณุยังสะท้อนว่ากระบวนการอุทธรณ์มีความยุ่งยาก ผู้สูงอายุต้องเดินทางไปหลายหน่วยงาน ทั้งธนาคาร สำนักงานขนส่ง และหน่วยงานราชการ ทั้งที่เงินช่วยเหลือเพียงเดือนละ 300 บาท กลับต้องเสียค่าเดินทางหลายร้อยบาทเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง
เสียงจากผู้สูงอายุ : "กู้เงินมาทำมาหากิน ไม่ใช่คนรวย"
ศิริกัยญา ไทยมี ผู้สูงอายุวัย 64 ปี เล่าว่า ตนกู้เงินในโครงการของ อสม. เพื่อนำมาลงทุนขายลอตเตอรี่ แต่กลับถูกตัดสิทธิ์เพราะระบบมองว่ามีฐานะดี นอกจากนี้ยังต้องเดินทางไปติดต่อสำนักงานขนส่งและหน่วยงานอื่นหลายแห่งเพื่อแก้ไขข้อมูลรถที่ขายหรือเสียหายจากน้ำท่วม
เธอมองว่าผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์อยู่แล้วไม่ควรถูกบังคับให้พิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง และเรียกร้องให้รัฐออกแบบระบบที่คำนึงถึงข้อจำกัดของผู้สูงอายุ ทั้งด้านการเดินทาง สุขภาพ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
ข้อเสนอจากพื้นที่ การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนข้อเสนอร่วมกันจากทั้งผู้สูงอายุ แกนนำชุมชน และอาสาสมัครคือ
* ปรับปรุงฐานข้อมูลของรัฐให้เป็นปัจจุบัน ก่อนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์
* จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยผู้สูงอายุในชุมชน แทนการให้ประชาชนดำเนินการเองผ่านระบบออนไลน์
* ลดขั้นตอนการอุทธรณ์ที่ต้องเดินทางหลายหน่วยงาน
* ทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิ์ให้สะท้อนสภาพความเป็นจริงของผู้มีรายได้น้อย
* พัฒนาระบบสวัสดิการผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่สร้างภาระให้กับผู้รับสิทธิ์
การลงพื้นที่ของมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุในชุมชนใจแก้ว จึงไม่ใช่เพียงการช่วยกรอกเอกสารหรือยื่นอุทธรณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างนโยบายกับชีวิตจริงของผู้สูงอายุ ซึ่งต้องเผชิญกับระบบราชการที่ซับซ้อน ขณะที่เงินช่วยเหลือเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือนกลับมีความหมายอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













