back

หอค้าฯใต้ ชม “เอกนิติ” กล้าฟันธงพับแลนด์บริดจ์ หนุนพัฒนาท่าเรือระนอง ประตู่สู่กลุ่มประเทศอ่าวเบงกอล จี้เดินหน้าด่วน พ่วงขยายทางรถไฟเชื่อมท่าเรือ ขนสินค้าได้ทั่วประเทศ เร่งรถไฟรางคู่สายใต้เชื่อมเมาเลฯ พัฒนาถนนสายเอเชีย ศก.ใต้ฟื้นแน่

26 ก.ค. 2569 07:39 View: 34
author profile image
The Journalist
ตรัง-ประธานหอการค้าภาคใต้ ชม “เอกนิติ” กล้าฟันธงพับแลนด์บริดจ์ หนุนพัฒนาท่าเรือระนอง ประตู่สู่กลุ่มประเทศอ่าวเบงกอล จี้เดินหน้าด่วน พ่วงขยายทางรถไฟเชื่อมท่าเรือ ขนสินค้าได้ทั่วประเทศ เร่งรถไฟรางคู่สายใต้เชื่อมเมาเลฯ พัฒนาถนนสายเอเชีย เชื่อศก.ใต้ฟื้นแน่ . เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง รายงานว่า จากกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมด้วยประธานคณะทำงานทั้ง 3 ชุด ได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงผลสรุปการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) แถลงขอพับเก็บโครงการดังกล่าว เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยจะหันมาเดินหน้าโครงการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมภาคใต้(Miss Link) โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือระนองแทน เนื่องจากใช้งบน้อยและคุ้มค่ากว่า ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น . วานนี้(25ก.ค.69) ที่จังหวัดตรัง นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้จริงๆแล้วเอกชนค่อนข้างให้เครดิตรองนายกฯ ที่กล้าฟันธง เพราะในหลายๆเรื่องในอดีตที่เป็นโครงการใหญ่ๆที่เสนอโดยรัฐบาล การยกเลิกโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน ซึ่งมักจะมีสาเหตุทางการเมือง แต่กรณีนี้นายเอกนิติได้ตั้งอนุกรรมการศึกษาขึ้นมาถึง 3-4 คณะ เพื่อพิจารณา สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจในข้อเท็จจริงว่าโครงการแลนด์บริดจ์มันไม่คุ้มค่าการลงทุน จึงขอแสดงความชื่นชมนายเอกนิติที่ตัดสินใจแถลงตามข้อเท็จจริงที่ได้มีการศึกษา เพราะถ้าไปลงทุนตรงนั้นก็ไม่คุ้มค่างบประมาณ แลกลายเป็นภาระงบประมาณของประเทศได้ และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในด้านอื่นๆ . นายสลิล กล่าวต่อว่า ที่จริงเรื่องนี้ภาคเอกชนเราคุยกันมาก่อนแล้ว ก่อนที่คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติจะออกมาแถลงยกเลิก และเราเคยเสนอไปยังรัฐบาลในเรื่องการใช้ท่าเรือระนอง เพราะท่าเรือระนองมีพื้นฐานการใช้งานอยู่แล้ว และใช้เงินปรับปรุงไม่เยอะให้มีความพร้อมในเรื่องต่างๆ อาทิ เรื่องเครน การขุดลอกร่องน้ำ เมื่อดำเนินการปรับปรุงแล้วสามารถใช้งานได้เลย ส่วนโครงการเสริมมายังท่าเรือระนอง คือ การขยายเส้นทางรถไฟจากจังหวัดชุมพรไปจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยมีการศึกษาแล้ว เพียงแต่หากจะเริ่มใหม่ก็ต้องไปทบทวนในเรื่องความคุ่มค่า เพราะเรื่องนี้ภาคเอกชนเคยเสนอไปยังรัฐบาลเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นท่าเรือระนองยังไม่เกิดการใช้งาน แต่มาปัจจุบันท่าเรือระนองเปิดใช้แล้ว แต่ยังไม่มีเส้นทางรถไฟมาเชื่อมโยงดังนั้นถ้าเรามีจำนวนสินค้าแล้ว หากมีเส้นทางรถไฟมาเสริม ตนคิดว่าท่าเรือระนองจะมีศักยภาพมากขึ้น . “ภาคเอกชนได้เคยหารือและประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูง เพราะจากท่าเรือระนอง เราสามารถนำสินค้าจากทั่วประเทศมาลงท่าเรือระนองเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC หรือกลุ่มประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ , ภูฏาน , อินเดีย , เมียนมา , เนปาล , ศรีลังกา โดยส่งสินค้าต่างๆออกจากไทยเพื่อไปยังประเทศดังกล่าวซึ่งมีประชากรรวมกว่า 2 พันล้านคนได้ ขณะเดียวกันเรายังสามารถเอาวัตถุดิบจากประเทศดังกล่าวส่งไปทั่วประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นสินค้าได้เช่นกัน”ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าว . นายสลิล กล่าวว่า สำหรับมูลค่าทางเศรษฐกิจของการใช้งานท่าเรือระนอง ปัจจุบันทุกวันนี้เราส่งสินค้าหลักไปประเทศเมียนมาอย่างเดียว และมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก ดังนั้นท่าเรือระนองจึงมีโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะก่อนสงครามตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เคยมีภาคเอกชนสนใจสนใจส่งสินค้าจากระนองไปบังคลาเทศ แต่มาเจอราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก เลยต้องเบรกไป ดังนั้นแสดงว่าเอกชนเห็นถึงศักยภาพของท่าเรือระนองที่มีความสะดวกรวดเร็ว อย่างการส่งสินค้าไปยังประเทศอินเดียแค่ข้ามมหาสมุทรไปก็ถึง ดังนั้น หากมีการปรับปรุงท่าเรือระนอง น่าจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจภาคใต้อย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่ปัจจุบันแค่ส่งออกไปยังเมียนมาร์ ซึ่งรัฐบาลเมียนมาร์เองก็ชอบช่องทางนี้ เพราะขนส่งได้เอยะ สามารถควบคุมการจัดเก็บภาษีและงานด้านศุลกากรได้ เอกชนไทยหากขนส่งทางบก จะเจอกับปัญหาสภาพถนนในเมียนมาร์ที่ยังไม่สะดวก แต่ถ้าขนส่งทางเรือทางเรือจะสะดวกมากกว่า และจะนำไปสู่การพัฒนาท่าเรือย่อยของเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง . “ผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดนายเอกนิติ ข้อสรุปที่ได้มาคงต้องนำเข้าครม.ให้เห็นชอบก่อน แต่ฟังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีพูดเมื่อครั้งเดินทางเยือนประเทศจีนครั้งล่าสุด พูดถึงความเหมาะสมการใช้ท่าเรือฝั่งตะวันตก คือท่าเรือระนอง อีกทั้งหน่วยงานรับผิดชอบคือการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ รวมทั้ง ภาคเอกชน หอการค้าจ.ระนอง สภาอุตสาหกรรมจ.ระนอง หอการค้ากลุ่มจังหวัดอันดามัน เราต่างสนับสนุนเรื่องนี้ และวันที่ 20-21สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง และสตูล ก็จะมีการเอาเรื่องนี้เข้าหารือเพื่อส่งสัญญานไปยังรัฐบาลต่อไป”นายสลิลกล่าว . นายสลิล กล่าวว่า ส่วนการพัฒนาโครงข่ายด้านคมนาคมของภาคใต้ในเส้นทางอื่นๆ อาจจะต้องไปทบทวนว่า ภาคใต้ต้องการอะไรเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนเรายังเห็นว่าการปรับปรุงเสนทางรถไฟที่มีอยู่เดิม คือ การขยายทางคู่ ตั้งแต่ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา ไปจนถึงปาดังเบซาร์ของมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีแผนอยู่แล้ว เป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ห้วงเวลาที่รัฐบาลกำหนดไว้ยังช้าเกินไป โดยวันนี้ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงและอ่อนไหวขึ้นลงตามสถานการณ์โลก ถ้าเรารอไปถึงตอนนั้นตามแผนเดิม ต้นทุนการขนส่งของไทยจะสูงมาก เอกชนจึงอยากให้รัฐบาลช่วยเร่งรัด ขยับเวลาให้เร็วขึ้น และอยากให้รัฐบาลปรับเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินรถไฟ อาทิ เพิ่มจำนวนหัวลากรถไฟให้มีจำนวนมากพอ เพราะเมื่อลงทุนระบบรางแล้วแต่ยังมีการเดินรถเท่าเดิม ความคุ้มค่าจะด้อยลงไป อยากฝากไปยังรัฐบาลให้เร่งรัดโดยด่วนด้วย ส่วนเส้นทางถนนเพชรเกษมสาย 4 ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก อยากให้รัฐบาลเร่งรัดด้วย เพราะเป็นเส้นเลือดสำคัญของภาคใต้ ถ้าทำได้เร็ว การเคลื่อนย้ายของสินค้า วัตถุดิบ จะคล่องตัวมากขึ้น ///
ข่าวที่เกี่ยวข้อง