back

เครือข่ายลุ่มน้ำกกยื่น 5 ข้อถึงรัฐบาล เร่งหาน้ำดิบแห่งใหม่-แก้สารพิษต้นน้ำ จี้นายกฯ ลงพื้นที่เชียงราย

19 ก.ค. 2569 19:49 View: 124
author profile image
ณฐมน แก้วพิทูล
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง จัดเวทีเสวนา “คนเชียงรายต้องการแหล่งน้ำผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง” เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ณ วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อสะท้อนผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำและเสนอแนวทางจัดหาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่สำหรับผลิตน้ำประปา เวทีดังกล่าวมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการหาดเชียงราย กลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย และประชาชนจากอำเภอเชียงของ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ นางมลธิชา ไชยบาล ส.ส.เชียงราย เขต 6 นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา และนางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมรับรู้ถึงอันตรายของการปนเปื้อนในแม่น้ำเป็นอย่างดีแล้ว สิ่งสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การย้ำถึงปัญหา แต่เป็นการกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการจัดทำ “แผนเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในแม่น้ำ” เพื่อใช้เป็นกรอบในการติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ในพื้นที่อำเภอเชียงของ ซึ่งชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติของแม่น้ำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังพบการจับปลาแค้ได้จำนวนมากผิดจากธรรมชาติ จนนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มรักษ์เชียงของ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ เพื่อติดตามคุณภาพน้ำ ศึกษาผลกระทบ และผลักดันมาตรการแก้ไขอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2568 ด้านนายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย กล่าวว่า การประปาส่วนภูมิภาคมีภารกิจผลิตและจ่ายน้ำประปาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำดิบที่มีปริมาณเพียงพอและมั่นคงตลอดทั้งปี โดยจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าแหล่งน้ำหลายแห่งในจังหวัดเชียงรายมีข้อจำกัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำลดลงอย่างมาก ขณะที่ฝายไชยสมบัติในแม่น้ำลาวมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอรองรับกำลังการผลิตน้ำประปาที่ต้องใช้น้ำดิบประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง จากการศึกษาร่วมกับกรมชลประทาน พบว่า บริเวณฝายแม่ลาว มีศักยภาพด้านปริมาณน้ำมากกว่า และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษารายละเอียดด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบในทุกมิติ ก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมถึงบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยปี 2567 ทำให้จังหวัดเชียงรายต้องเร่งวางแผนด้านความมั่นคงทางน้ำในระยะยาว เทศบาลจึงสนับสนุนแนวคิดการย้ายแหล่งผลิตน้ำประปาไปยังบริเวณฝายแม่ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20–30 กิโลเมตร เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปีและได้รับการสนับสนุนจากอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อำเภอแม่สรวยและเวียงป่าเป้า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำในแม่น้ำกก เพิ่มกำลังการผลิตน้ำประปา และรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ อำเภอพาน อำเภอแม่ลาว และอำเภอเวียงชัย โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและรัฐบาล คาดว่าจะสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในสิ้นปีนี้ และก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 1–2 ปี นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา โดยไทยได้เสนอให้การทำเหมืองต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด พร้อมเตรียมยกระดับปัญหาเข้าสู่เวทีสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือ AIPA เพื่อสร้างการรับรู้และผลักดันการแก้ไขในระดับภูมิภาค ด้านการติดตามสถานการณ์ มีการตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 ครั้ง โดยผลตรวจน้ำประปาที่ภาคเอกชนสุ่มส่งตรวจพบว่ายังมีความปลอดภัย แต่ประชาชนและเกษตรกรที่ใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง รวมถึงผู้ใช้น้ำบาดาลในรัศมีประมาณ 50 เมตรจากลำน้ำ ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบต่อเนื่อง นายพละวัตเสนอให้ กปภ.ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแก่ประปาท้องถิ่นและประปาหมู่บ้าน พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนพื้นที่นอกเขตบริการ ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ การตรวจรับรองความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตร และจัดตั้งห้องปฏิบัติการในจังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจน้ำ พืช สัตว์ และสุขภาพประชาชน ส่วนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อาจใช้มาตรการดักตะกอนและแนวทางอื่นควบคู่กัน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการระยะยาวและใช้งบประมาณสูง จึงต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งการแก้ต้นเหตุ การตรวจสอบ การบรรเทาผลกระทบ การเยียวยา และการฟื้นฟูระบบนิเวศ นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ขอชื่นชมภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนที่ร่วมกันผลักดันและสะท้อนปัญหาสารปนเปื้อนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาไม่นิ่งนอนใจ และจะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง แต่การแก้ไขปัญหายังขาดความต่อเนื่องและไม่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นางสาวมณีรัตน์กล่าวว่า ล่าสุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้สอบถามรัฐบาลไทยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและกำหนดให้ชี้แจงภายใน 60 วัน แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ส่งรายงานตอบกลับ ทำให้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภาได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐบาล เพื่อเร่งให้มีการชี้แจงต่อ UN โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าภาคประชาชนต้องร่วมกันติดตามและส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเคยชินหรือเพิกเฉยต่อปัญหา พร้อมยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนชาวเชียงรายในการผลักดันและติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ช่วงท้ายเวที เครือข่ายประชาชนได้แถลงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” อดีตสมาชิกวุฒิสภา และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยต้องการให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายในลักษณะคณะรัฐมนตรีสัญจร เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนและเห็นสภาพปัญหาด้วยตนเอง ก่อนนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุ รวมถึงเร่งดำเนินการยุติการทำเหมืองที่เป็นต้นตอของปัญหา นางเตือนใจกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาควรยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle) ไม่ควรปล่อยให้ภาษีของประชาชนไทยเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู เยียวยา และตรวจสอบผลกระทบทั้งหมด พร้อมระบุว่า หน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ทั้งกรมประมง กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำลังประสบปัญหางบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสัตว์น้ำ รวมถึงการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ จึงขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาผลักดันการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มน้ำกกในจังหวัดเชียงราย นางเตือนใจกล่าวอีกว่า ขณะนี้นานาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักของลุ่มน้ำโขงมากขึ้น ทั้งคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาและองค์กรระหว่างประเทศในเครือสหประชาชาติ (UN) ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และสุขภาพที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น พร้อมยกตัวอย่างกรณีการฟื้นฟูเหมืองคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ใช้เวลานานกว่าสิบปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ปัญหาแม่น้ำกกเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนมากกว่า จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาควิชาการ และทุกภาคส่วนในการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบด้านสุขภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย นางเตือนใจยังเสนอให้ใช้ทุกกลไกความร่วมมือทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเมียนมาและจีนเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา พร้อมเสนอให้เชิญเอกอัครราชทูตจีนหรือกงสุลใหญ่จีนลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายร่วมกับนักวิชาการ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ เนื่องจากเห็นว่าจีนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมกันนี้ นางเตือนใจได้สรุปข้อเสนอของเครือข่ายประชาชน 5 ประเด็น ได้แก่ การขอให้นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยเร็ว การเร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง การฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมรับรองความปลอดภัยของผลผลิตและสัตว์น้ำ การยกระดับการสื่อสารผ่านกลไกระหว่างประเทศเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการเหมืองรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และการเปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว โปร่งใส พร้อมกำหนดมาตรการฟื้นฟู เยียวยา และจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมให้กับพื้นที่ได้รับผลกระทบ นางเตือนใจกล่าวย้ำว่า ปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำกกไม่ควรถูกปล่อยให้กลายเป็นเรื่องที่สังคมคุ้นชิน แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันติดตามและผลักดันการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และเกิดการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ ประเด็นแรก เสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง คณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วม เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและวางแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ ประเด็นที่สอง เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมา อาทิ แร่พลวง ดีบุก แมงกานีส ตะกั่ว ทองแดง ทังสเตน และฟลูออไรด์ รวมถึงยุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในกิจการเหมืองแร่ไปยังเมียนมา เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลเมียนมาและจีนเข้าสู่การเจรจาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเห็นว่าปัจจุบันการมีเพียงข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำของหน่วยงานไทย ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองประเทศเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ประเด็นสุดท้าย เสนอให้รัฐบาลจัดสรร งบประมาณกลาง สนับสนุนจังหวัดเชียงรายสำหรับการตรวจวิเคราะห์ผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่มีงบประมาณเฉพาะสำหรับการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ ทำให้ต้องใช้งบจากโครงการอื่นมาดำเนินการ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการติดตามสถานการณ์ในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง