back
ฮือต้าน! กรมเจ้าท่าฟื้น EIA โครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง ผวาบทเรียนรอบก่อนเสียหายหนัก ตะกอนทับถมหญ้าทะเลตายนับหมื่นไร่ พะยูนหนีตายย้ายถิ่น “มูลนิธิอันดามัน” ถือธงนำค้าน ได้ไม่คุ้มเสีย
14 ก.ค. 2569 17:26
View: 36

The Journalist
ตรัง-ฮือต้าน! กรมเจ้าท่าฟื้น EIA โครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง ผวาบทเรียนรอบก่อนเสียหายหนัก ตะกอนทับถมหญ้าทะเลตายนับหมื่นไร่ พะยูนหนีตายย้ายถิ่น กว่าระบบนิเวศจะฟื้นตัว-พะยูนเริ่มกลับบ้าน “มูลนิธิอันดามัน” ถือธงนำค้าน ได้ไม่คุ้มเสีย จี้ศึกษาระบบขนส่งทางบกทดแทน
.
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า เมื่อเร็วๆนี้ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการขุดลอกร่องน้ำกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อีกครั้งหลังเคยถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านและเครือข่ายนักอนุรักษ์จนต้องหยุดการขุดลอกไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน โดยการฟื้นโครงการขึ้นมาอีกในครั้งนี้ ได้ถูกภาคประชาชนและนักอนุรักษ์เรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อหญ้าทะเล พะยูน ระบบนิเวศชายฝั่ง และวิถีชีวิตชุมชนเกาะลิบง พร้อมเตือนถึงบทเรียนจากในอดีตที่ตะกอนดินจากการขุดลอกได้เคยทับถมแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวของพะยูน สัตว์ทะเลหายากตามอนุสัญญาไซเตส จนพะยูนได้อพยกหนีออกจากทะเลตรังซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของพะยูนไทยไปเป็นจำนวนมากเพื่อหาแหล่งอาหารเพื่อความอยู่รอด
.
โดยการอพยพของพะยูนจากพื้นที่ทะเลตรังในครั้งนั้น ได้กระจัดกระจายไปทั่วตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่การอพยพขึ้นทางเหนือ ไปยังทะเลจังหวัดกระบี่ พังงา ไปจนถึงจังหวัดภูเก็ต ขณะที่พะยูนบางส่วนได้อพยพลงใต้มายังชายฝั่งจังหวัดสตูล โดยเฉพาะแหล่งหญ้าทะเลธรรมชาติที่เกิดความเสียหายเสื่อมโทรมและตายลงหลายหมื่นไร่ ทำให้พะยูนขาดแหล่งอาหาร จนมีสภาพผอม ป่วย และตายไปเป็นจำนวนมาก
.
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบัน หญ้าทะเลเริ่มฟื้นตัวขึ้น จากความร่วมมือทุ่มเทของเครือข่ายอนุรักษ์ ชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ฝูงพะยูนเริ่มอพยพกลับทะเลตรังอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลิบง เกาะมุกด์ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก โดยมีเครือข่ายชาวบ้านร่วมกันสอดส่องและอนุรักษ์กันมาอย่างยาวนาน
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการขุดลอกเดิมของกรมเจ้าท่าที่เกิดปัญหาในอดีต ได้เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2563 แต่ต้องยุติลงจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบต่อหญ้าทะเลบริเวณเกาะลิบง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาครั้งที่ 1 เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนจัดทำรายงาน EIA โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน เครือข่ายอนุรักษ์เข้าร่วม
.
ในที่ประชุม ผู้แทนกรมเจ้าท่า ชี้แจงว่า ร่องน้ำกันตังมีความสำคัญต่อการเดินเรือ การขนส่งสินค้า การประมง การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับการศึกษาครั้งใหม่นี้ จะครอบคลุมการกำหนดแนวร่องน้ำ วิธีการขุดลอก การจัดการวัสดุขุดลอก การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบโครงการให้เหมาะสม และยังให้ความสำคัญกับการจัดการดิน โคลน และวัสดุจากการขุดลอก โดยพิจารณานำไปใช้ประโยชน์บนบกหรือใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แทนการทิ้งลงทะเล เพื่อลดผลกระทบต่อหญ้าทะเล พะยูน และระบบนิเวศชายฝั่งในระยะยาว อย่างไรก็ตามเครือข่ายชาวบ้านชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายอนุรักษ์ ได้แสดงท่าทีคัดค้านโครงการดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะมองว่าฝ่ายกรมเจ้าท่าไม่สามารถชี้แจงผลกระทบต่อระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นจากการขุดลอกได้ โดยเฉพาะบทเรียนที่ได้รับจากการขุดลอกครั้งก่อน จะป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยอย่างไร และไม่สามารถชี้แจงถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงการได้อย่างชัดเจน
.
คืบหน้าล่าสุดวันนี้(14ก.ค.69) นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอันดามัน(Save Andaman Network- SAN) ซึ่งติดตามสถานการณ์พะยูนอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่องน้ำกันตัง แบ่งเป็น 2 รอบ เช้าและบ่าย โดยช่วงเช้าเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไป และรอบบ่ายเป็นการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาชุดนี้ด้วย เพื่อศึกษาเรื่องการขุดลอกร่องน้ำกันตัง ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะขุดลอกหรือไม่ ขุดลอกเท่าไหร่ ตะกอนทรายตะกอนดินนับล้านคิวจะทำไปทิ้งที่ไหน เพราะยังเป็นประเด็นที่ต้องศึกษา ยังเป็นแค่โครงร่าง ยังไม่มีข้อสรุป ในที่ประชุมดูในเรื่องขององค์ประกอบการทำงานและหน้าที่รับผิดชอบ รวมทั้งพิจารณาประเด็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบกันทั้งหมด โดยมีบริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ และจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้านเกาะลิบง ตัวแทนจากมูลนิธิอันดามัน ตัวแทนจากประมงพาณิชย์ ตัวแทนหอการค้าจังหวัดตรัง เป็นต้น
.
นายภาคภูมิ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวเรามีข้อกังวลเรื่องพะยูนและหญ้าทะเล เพราะตอนนี้หญ้าทะเลบางส่วนเริ่มฟื้นตัว พะยูนกำลังย้ายถิ่นกลับมา หากเกิดวิกฤตหญ้าทะเลอีก คราวนี้จะแย่กว่าเดิม ซึ่งคราวที่แล้วเมื่อเกิดผลกระทบ ไม่มีหน่วยงานไหนสามารถแก้ไขได้เลย เพราะเกินความสามารถที่จะแก้ไข ต้องรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองอย่างเดียว เพราะมีตะกอนทรายจำนวนมหาศาลมาถมทับแนวหญ้าทะเลที่เกาะลิบง จนปัญหานี้ลามไปทั่วฝั่งอันดามัน สำหรับการขุดลอกมักจะพูดกันเรื่องการเดินเรือ เรื่องอู่ต่อเรือ แต่เรื่องพวกนี้ต้องรอผลการศึกษา ซึ่งในที่ประชุม ตนให้ความเห็นว่าการขนส่งทางทะเลต้องศึกษาเรื่องการขนส่งโดยรวมอย่างการขนส่งทางบกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการต้องเลือกการขนส่งที่สะดวก มีต้นทุนต่ำที่สุด ต้องนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างขนส่งทางทะเลกับการขนส่งทางบก รวมทั้งต้องสอบถามไปยังกลุ่มผู้ใช้บริการด้วยว่าเขาจะใช้บริการหรือไม่ เราจะมานั่งคาดเดาเอาเองไม่ได้
.
นายภาคภูมิ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้เรื่องปริมาณเที่ยวเรือ ความลึกของร่องน้ำที่ขุด ประเด็นเศรษฐกิจ ก็ต้องครอบคลุม จะพูดเพียงว่าการเดินเรือจะสร้างรายได้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปดูเศรษฐกิจของชาวเกาะลิบง ที่พึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยว การชมพะยูน ทำประมงพื้นบ้าน เก็บหอย ซึ่งล้วนเป็นเศรษฐกิจสำคัญของชาวเกาะลิบงทั้งสิ้น รวมทั้งชาวประมงพื้นบ้านที่หากินบริเวณหินสายสมอ-เกาะเหลาเหลียง ก็มีจำนวนไม่น้อย ทั้งหมดล้วนต้องนำมาศึกษาร่วมกัน ว่าถ้าจำเป็นต้องขุด จะขุดจำนวนเท่าไหร่ จะจัดการกับตะกอนทรายอย่างไร ซึ่งตอนนี้สมมติฐานคือ ขุดตามแนวเดิม แม่น้ำตรัง(ย่านซื่อ)-พระม่วง-เกาะลิบง รวมระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ความลึกเมื่อน้ำทะเลลดต่ำสุด 65 เมตร
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่หญ้าทะเลใน จ.ตรัง มีกว่า 30,000 ไร่ จำนวน 6-7 แปลง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของพะยูนฝูงใหญ่ แต่แหล่งหญ้าทะเลตรังเสื่อมโทรมมาจากโครงการขุดลอกร่องน้ำกันตังเพื่อการเดินเรือผ่านหน้าเกาะลิบงในช่วงปี 2559-2562 โดยไม่มีมาตรการป้องกันหรือใช้ม่านกันตะกอน ส่งผลกระทบเกิดตะกอนทรายจำนวนมหาศาลทับถมบริเวณเกาะลิบง ปากแม่น้ำตรัง ซึ่งเป็นแหล่งหญ้าทะเลใหญ่ที่สุด โดยชาวบ้านสังเกตุเห็นตะกอนทรายตั้งแต่ปี 2560 ปีต่อมาชั้นตะกอนหนาขึ้น จนกระทั่งปี 2562 เกิดภาวะวิกฤตชั้นตะกอนทรายทับถมหญ้าทะเลสูง 10-15 เซนติเมตร ทำให้หญ้าทะเลต้นเตี้ยตาย หญ้าใบยาวแม้พยายามต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่สุดท้ายก็ตายหมดในปี 2565 วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียแหล่งหญ้าทะเลไปหลายหมื่นไร่ ขณะที่แหล่งหญ้าทะเลที่เหลือทยอยเสื่อมโทรมลง ตั้งแต่หน้าทะเลหน้าเกาะมุกด์ราว 9,000 ไร่ ตามด้วยอ่าวขาม บ้านปากคลอง และหญ้าทะเลบ้านแหลมไทร เริ่มเสื่อมโทรมปี 2566 โดยหญ้าทะเลจะมีสภาพใบขาดสั้น เจอคลื่นลมมรสุมก็หลุดลอย เสื่อมโทรมทั้งระบบ รวมทั้งปัจจัยจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลตรัง 2 หมื่นไร่ที่เหลือ ปริมาณไม่สมดุลกับสัตว์ที่กินหญ้าทะเล เพราะมีทั้งพะยูน เต่าตะนุ และกลุ่มปลาสลิดหินที่กินหญ้าทะเล
.
โดยตั้งแต่ปี 2562 พะยูนร่างกายผอม จนปี 2566 พบพะยูนเกยตื้นตาย 40 ตัว ปี 2567 ตาย 40 ตัว สาเหตุการตายพะยูนเปลี่ยนไป จากการชันสูตรเดิมพบในท้องที่มีซากหญ้าทะเลและชั้นไขมันหนา ร่างกายสมบูรณ์ สันนิษฐานตายจากเครื่องมือประมง แต่ช่วงหลังนี้ พบพะยูนป่วยเป็นหลัก มาจากไม่มีอาหารกิน ผอม ผ่ากะเพาะออกมาไม่มีหญ้าทะเลหรือมีน้อยมาก นอกจากนี้ยังตายจากกินขยะพลาสติก ส่วนกรณีพะยูนที่ตายแล้ว ถูกตัดหัวเพื่อเอาเขี้ยวและกระดูกด้วยความเชื่อทำเครื่องรางของขลังด้านเมตตามหานิยม จึงต้องเฝ้าระวัง ปราบปราม และใช้กฎหมายจัดการการค้าขายผ่านออนไลน์และตลาดมืดต่างๆ อย่างจริงจัง
///
ข่าวที่เกี่ยวข้อง










