back

# ภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสป.) กับภารกิจขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม: สู่หุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน

20 มิ.ย. 2569 22:00 View: 71
author profile image
Shukur Dina
# ภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสป.) กับภารกิจขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม: สู่หุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ### บทนำ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบและการพัฒนาพื้นที่ไม่อาจเป็นภารกิจของภาครัฐฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป "การมีส่วนร่วม" จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ล่าสุด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนแผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนฯ ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2567–2570) พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การจัดตั้ง **"สถาบันส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสป.)"** เพื่อเป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อ ### พลวัตความร่วมมือและการขยายตัวของภาคประชาสังคม ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้าง "หุ้นส่วนการพัฒนา" อย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากการเติบโตของเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมงานกับ ศอ.บต. จากเดิมในปี 2567 ที่มี 51 องค์กร เพิ่มขึ้นเป็น 204 องค์กรในปี 2569 ข้อมูลนี้สะท้อนว่ากระบวนการมีส่วนร่วมไม่ใช่เรื่องของเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็นการสร้างกลไกที่ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ผ่านโครงการที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจริง ### ความท้าทายและการนำแนวคิด "ความเมตตา" สู่การปฏิบัติ ความท้าทายสูงสุดภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบคือการทำอย่างไรให้ "นโยบายรัฐ" กับ "วิถีชีวิตประชาชน" หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แนวคิด **"ความเมตตาต่อโลกทั้งมวล" (Rahmatan lil-'Alamin)** จึงถูกนำมาเป็นเข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์ โดยเปลี่ยนจากนโยบายที่เน้นความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ไปสู่ "ความมั่นคงเชิงมนุษย์" ที่รัฐทำหน้าที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ความท้าทายที่สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีประเด็นหลักคือ: * **การลดช่องว่างของความไว้วางใจ:** ความเชื่อมั่น (Trust) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนโยบายรัฐสัมผัสได้จริงถึงความต้องการของครัวเรือน * **การสร้างสมดุล:** การบริหารความแตกต่างทางอัตลักษณ์ให้กลายเป็นความมั่งคั่งทางสังคม แทนที่จะมองว่าเป็นความขัดแย้ง ### การแปลงทฤษฎีสู่การปฏิบัติผ่าน "สสป." การจัดตั้ง **สถาบันส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สสป.)** ถือเป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ (Transition) โดยมีกลไกการทำงานดังนี้: 1. **จากผู้รับฟัง สู่หุ้นส่วนร่วมตัดสินใจ (Co-creation):** สสป. จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง (Neutral Space) ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีอำนาจต่อรองและร่วมกำหนดนโยบาย 2. **กลไกที่ไร้รอยต่อ (Seamless Operation):** การมีสถาบันที่มีสถานะมั่นคงจะช่วยป้องกันภาวะ "สุญญากาศ" ในการทำงานเมื่อแผนงานระยะสั้นสิ้นสุดลง 3. **ความเมตตาเชิงนโยบาย:** ใช้ สสป. เป็นเครื่องมือในการสะท้อนเสียงของกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้นโยบายพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอบโจทย์มนุษยธรรมอย่างแท้จริง ### ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ภารกิจของ สสป. บรรลุผลในระยะ 5 ปีข้างหน้า ควรพิจารณาดำเนินการดังนี้: * **สร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย:** พัฒนาศักยภาพขององค์กรประชาสังคมให้มีทักษะในการบริหารจัดการโครงการและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย * **บูรณาการข้อมูล:** ใช้ข้อมูลการมีส่วนร่วมจากภาคสนามเป็นฐานในการปรับปรุงนโยบายแบบ Real-time * **ความโปร่งใสและตรวจสอบได้:** การจัดสรรทรัพยากรต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมและเน้นผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่ตั้ง ### สรุป การขับเคลื่อนภาคประชาสังคมผ่าน สสป. ไม่ใช่เพียงการทำแผนพัฒนา แต่คือการสร้าง **"สัญญาประชาคมใหม่"** ที่ใช้ "ความเมตตา" เป็นเครื่องมือในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน เมื่อรัฐเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้แสดงบทบาทอย่างจริงจัง สันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นได้ **คำถามเพื่อการแลกเปลี่ยน:** ในมุมมองของคุณ อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้ "ความเมตตา" และ "การมีส่วนร่วม" ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และ สสป. จะสามารถเข้ามาปลดล็อกปัญหานี้ได้อย่างไร? หมายเหตุ ศอ.บต. เดินหน้าจัดเวทีการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน กำหนดทิศทางพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมวางกรอบแผนระยะต่อไป วันนี้ (20 มิถุนายน 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมกลางชล ชั้น 8 โรงแรมซี.เอส. ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “จากความมั่นคงของมนุษย์สู่ความยั่งยืนของผืนพิภพ : พลวัตความร่วมมือภาครัฐและภาคประชาสังคมกับการสร้างความเป็นหุ้นส่วน บทเรียนจากภูมิภาคสู่ชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้” การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อทบทวนผลการดำเนินงานตามแผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2567–2570) พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากหลากหลายพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในฐานะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง สันติสุข และยั่งยืน โดย ศอ.บต. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกเชื่อมประสานการทำงาน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ศอ.บต. ได้ขับเคลื่อนงานตามแผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับ ศอ.บต. จำนวน 459 องค์กร ขณะที่จำนวนองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการร่วมกับ ศอ.บต. เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 51 องค์กร ในปีงบประมาณ 2567 เป็น 111 องค์กร ในปีงบประมาณ 2568 และเพิ่มเป็น 204 องค์กร ในปีงบประมาณ 2569 สะท้อนถึงการขยายตัวของภาคประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาพื้นที่อย่างชัดเจน โอกาสนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียน ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายจากหลากหลายมิติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนฉบับใหม่ และกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจ การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคง สงบสุข และยั่งยืนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง