back
Chiang Mai Sky Bond แนวคิดกู้วิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่อย่างยั่งยืน ขยับด้วยกลไกนวัตกรรมการเงินสีเขียว “Green Finance Model” ความท้าทายมิติเศรษฐกิจ-สังคมเชิงพื้นที่
9 มิ.ย. 2569 14:44
View: 74

AKOM
ล่าสุดจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็น "Green Finance Model ครั้งที่ 2: กลไกการเงินสีเขียวเพื่อลดไฟป่าเชียงใหม่" เปิดเวที โดยท่านทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ที่ชี้ให้เห็นรากและข้อเท็จจริงของปัญหาเชิงพื้นที่ที่จะเป็นความท้าทายที่สำคัญในการนำกลไกทางเศรษฐกิจมาใช้ และคุณศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นั่งหัวโต๊ะ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดและขับเคลื่อนการประชุม
.
ในเวที ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ได้บรรยายในหัวข้อ "Green Finance Model เครื่องมือก้าวข้ามวิกฤตไฟป่าควันเชียงใหม่" ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) นำเสนอ "ยุทธศาสตร์พลิกฟื้นวิกฤต PM2.5 สู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน และ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ ทำกรอบเปิดวง "ข้อเสนอเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการเปลี่ยนผ่าน PM2.5 จ.เชียงใหม่" เพื่อผลักดันกลไกรูปแบบใหม่ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม
.
การประชุมครั้งนี้ ต่อยอดจาก "แนวคิดเชิงหลักการ" สู่ "การลงมือออกแบบนวัตกรรมทางการเงินสีเขียวที่ใช้ได้จริงในภาคสนาม" เป็นการวางกรอบเบื้องต้นได้แก่ 1.) นวัตกรรมทางการเงิน (Financial Innovation): การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เจาะจง เช่น ระบบการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (PES), พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Bond - SLB) และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล (Tokenization) เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมลงทุนใน "อากาศสะอาด"
.
2.) เศรษฐกิจที่เกื้อกูลธรรมชาติ (Nature Positive Economy): การเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยงไฟป่าให้เป็นแหล่งสร้างอาชีพ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อลดการพึ่งพิงการเผาและสร้างรายได้ที่มั่นคง
.
3.) ความโปร่งใสและระบบกำกับดูแล (MRV & Governance): การนำเทคโนโลยีและกลไกการตรวจวัดผลลัพธ์ (Measurement, Reporting, and Verification) ที่แม่นยำมาใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ควบคู่ไปกับการมี "องค์กรพี่เลี้ยง" ในการเสริมศักยภาพชุมชนด้านการบริหารจัดการกองทุนระดับพื้นที่
.
การเสวนาครั้งที่สองนี้มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมระดมสมองออกแบบเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกลไกตลาดที่สอดคล้องกับบริบทของเชียงใหม่ พร้อมทั้งผลักดันแนวทางการระดมทุน (Funding) และลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อดึงดูดภาคเอกชนและประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูระบบนิเวศ ตลอดจนการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอน (Carbon Market) และระบบตรวจวัด รายงาน ทวนสอบ (MRV) เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นโมเดลต้นแบบภูมิภาคภายใต้ชื่อ “Clean Air Financing Platform”
.
แนวคิดแรกชูเรื่อง Chiang Mai Blue Sky Bond โมเดลนี้คือการเปลี่ยน "ค่าใช้จ่าย" ในการแก้ปัญหา ให้กลายเป็นการ "ลงทุน" ที่มีตัวชี้วัดชัดเจน (MRV) และสามารถดึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการจัดการปัญหาฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ
.
5 เครื่องมือทางการเงินหลักที่ชงในเวที (Financial Tools for Green Economy) เพื่อ "เปลี่ยนค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า ให้กลายเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน" (Sustainable ROI) ได้แก่ Grant (เงินสนับสนุน) Results-Based Finance (RBF - การจ่ายเงินตามผลสัมฤทธิ์) Blended Finance (การเงินแบบผสมผสาน) Clean Air Bond (พันธบัตรอากาศสะอาด) และ Payment for Ecosystem Services (PES - ค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ) หรือเอาทั้งหมดมาผสมกัน หรือจะมีเครื่องมืออื่นเพิ่ม
.
อีกเรื่องที่ได้นำเสนอในเวทีคือ โมเดล Fair Forestify โครงการปลูกป่าที่เป็นธรรม ที่ทางพี่เดโชนำเสนอคือ "สร้างสมดุลระหว่างรายได้กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" โดยมีแผนจัดการพื้นที่ 30,000 ไร่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่าน 4 แบบคือ : ป่าชุมชน ลดโลกร้อน กิจกรรม: ฟื้นฟูต้นน้ำ, สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ, เฝ้าระวังไฟป่า แบบที่สองนำพืชอื่น กาแฟ + ไม้อื่นๆ (วนเกษตร) ปลูกพืชร่วมกับป่า (Agroforestry) รายได้จากสินค้าเกษตรมูลค่าสูง, อนุรักษ์ดินและน้ำ, เพิ่มความร่มรื่น แบบที่ 3 ผสมผสาน (พืชผักและไม้ผล) ความมั่นคงทางอาหาร ปลูกพืชหลากหลายชนิดที่เหมาะกับพื้นที่ ให้เกิดรายได้ระยะสั้นและกลาง, ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวและ แบบที่ 4 คือ ไม้เศรษฐกิจ (วนเกษตร) เช่นไม้ไผ่ มุ่งการสร้างรายได้ระยะยาว เชื่อมโยงตลาดอย่างเป็นธรรม หัวใจหลักความเป็นธรรมและโปร่งใส, ยึดถือสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม, สร้างรายได้ที่มั่นคง, และมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
.
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ได้เปิดตัว “กลไกตลาด” ผ่านโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง”” “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ที่ออก Application www.เลิกเผาเป๋าตุง.com ออกมาแล้ว ที่สามารถเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เคยไร้ค่าให้กลายเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ คาดว่า ภายใน 5 ปี จะสามารถรับเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรได้กว่าแสนตันต่อปี ลดการเผาและสร้างนวัตกรรมรักษ์โลกและผลักดันการใช้พลังงานสะอาด
.
ความท้าทายครั้งนี้ คงต้องมีเวทีที่ 3 ต่อแน่ เพราะ ดร.บัณฑูร ได้วางกรอบไว้ 3 เรื่องคือ การเลือกกลไกโมเดล 5 เครื่องมือทางการเงินสีเขียวยังไม่นิ่ง, การลงทุนในภาคเกษตร ภาคป่าก็ยังมีความละเอียดอ่อน และสำคัญคือการบริหารจัดการ และความโปร่งใส ไม่รวมถึงแรงจูงใจทางภาษี และการปันผลในแง่ ROI+SROI
.
ความคิดเห็น: เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่เชิงพื้นที่ เนื่องจากมีหลายแนวทางที่จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพราะเชียงใหม่ 25 อำเภอก็มีความแตกต่างกันในโมเดลทางการเงินเชิงพื้นที่ การประเมินผลกระทบทางสังคมเชิงลึก -จิตวิทยามวลชน ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างยังมีค่อนข้างสูง การประเมินมิติที่ใช้กลไกการเงินเพียงลำพังมิอาจประสบความสำเร็จได้ที่ต้องเชื่อม อปท.ในพื้นที่ การเข้าถึงชุมชน มีฟันเฟืองหมุนในพื้นที่ ไม่รวมถึงกองทุนอากาศสะอาด ภายใต้พรบ.อากาศสะอาด อีกด้านหนึ่งคือการดึงทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศเข้ามาเสริม หากจะเกิดแนวคิด Chiang Mai Sky Bond ขึ้นจริง ๆ
ขอบคุณ : ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) ร่วมกับหน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ (3E) และสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้จัดการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
#CCDC #3ECMU #UNISERV #CMU #GreenFinance #PM25 #ไฟป่าเชียงใหม่ #ClimateChange #ChiangMaiUniversity #Sustainability #NaturePositiveEconomy #CleanAirFinancing #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
อ้างอิง : App เลิกเผา เป๋าตุง https://pmuc-zero-burn-to-earn.vercel.app/login
ข่าวที่เกี่ยวข้อง













