back
หมาก วิถีร่วมบนความต่างของไทย–เมียนมา
9 พ.ค. 2569 14:39
View: 52

ชุมพล ศรีสมบัติ
#ยายเคี้ยวหมากปากแดงแจ๋ : วิถีร่วมบนความต่างของไทย–เมียนมา
ภาพ “ยายเคี้ยวหมากปากแดง” เคยเป็นภาพชินตาของสังคมไทยในอดีต
ทั้งตามชนบท ตลาดเช้า หรือใต้ถุนบ้าน เรามักเห็นผู้เฒ่าผู้แก่พกตลับหมาก มีทั้งหมาก พลู ปูนแดง และยาเส้น เป็นเสมือนของกินเล่นคู่ชีวิต บางบ้านใช้ต้อนรับแขก บางพื้นที่ถือเป็นมารยาททางสังคม เป็นวงสนทนาของผู้ใหญ่หลังเสร็จงานไร่นา
การกินหมากของคนไทยมีมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ได้เป็นเพียง “ของขบเคี้ยว” แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในอุษาคเนย์ ทั้งไทย ลาว มอญ พม่า และชนชาติอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้
โดยเฉพาะในอดีต คนเฒ่าคนแก่จำนวนมากเชื่อว่าการเคี้ยวหมากช่วยให้ฟันแข็งแรง แก้ง่วง แก้เหงาปาก และเป็นการเข้าสังคมของผู้สูงวัย
ต่อมาเมื่อสังคมไทยเริ่มรับแนวคิดสมัยใหม่ รัฐมีการรณรงค์ให้เลิกกินหมาก ทั้งเรื่องสุขอนามัย ภาพลักษณ์ และปัญหาการบ้วนน้ำหมากตามที่สาธารณะ วัฒนธรรมการกินหมากของคนไทยจึงค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงภาพจำในอดีตและเรื่องเล่าของคนรุ่นปู่ย่า
แต่หากเดินเข้าไปในชุมชนแรงงานและชุมชนมุสลิมชาวเมียนมา โดยเฉพาะย่านช้างคลานของเชียงใหม่ หรือเมืองเมาะละแหม่งในเมียนมา จะพบว่า “หมาก” ยังเป็นของว่างยอดนิยม
ทั้งชายหญิง คนทำงาน คนขับรถ หรือแม่ค้า หลายคนยังคงเคี้ยวหมากเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
สำหรับชาวเมียนมา หมากไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของสังคม
ร้านขายหมากเล็ก ๆ พบได้ทั่วไป มีการปรุงหลากหลายแบบ ใส่เครื่องเทศ ยาสูบ หรือสมุนไพรตามความชอบ คล้ายกับวัฒนธรรมชา กาแฟ หรือบุหรี่ในบางสังคม
โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิมเมียนมา การนั่งพูดคุยพร้อมเคี้ยวหมาก ยังสะท้อนความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนอย่างเรียบง่าย
แน่นอนว่า ในอดีตปัญหาสำคัญคือการบ้วนน้ำหมากไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้เกิดคราบสีแดงตามพื้นถนน กำแพง หรือมุมอาคาร จนหลายคนรู้สึกไม่คุ้นชิน
แต่ปัจจุบันหลายพื้นที่ในเมียนมาและในชุมชนแรงงานต่างพัฒนาวิธีจัดการมากขึ้น มีจุดทิ้งเฉพาะ หรือผู้คนระมัดระวังมากกว่าเดิม จึงไม่ค่อยเห็นภาพสีแดงเลอะเทอะเหมือนในอดีต
ในสังคมพหุวัฒนธรรม ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ภาษา หรือแม้แต่วิถีการกินอยู่ เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
บางสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย อาจเป็นวิถีปกติของอีกสังคมหนึ่ง เช่นเดียวกับที่คนไทยรุ่นใหม่อาจมองการกินหมากเป็นเรื่องแปลก แต่สำหรับผู้สูงวัยไทยในอดีต หรือชาวเมียนมาในปัจจุบัน นั่นคือส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำ
ชุมชนมุสลิมในเชียงใหม่เอง ก็เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ทั้งจีนฮ่อ ปาทาน เบงกาลี มลายู และเมียนมา
ความแตกต่างเหล่านี้อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันบ้างในบางครั้ง แต่หากเปิดใจเรียนรู้ พูดคุย และมองกันด้วยความเคารพ ความหลากหลายก็จะไม่ใช่ปัญหา หากกลับกลายเป็นเสน่ห์ของสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
การอยู่ร่วมกันอย่างสงบ มิได้เกิดจากการทำให้ทุกคนเหมือนกัน
แต่เกิดจากการ “เข้าใจ” ว่าแต่ละคนต่างมีรากวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน และเมื่อเราเรียนรู้ที่จะเคารพความต่างนั้น
สังคมชุมชนก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
อินชาอัลลอฮ์
ชุมพล ศรีสมบัติ รายงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






