back
ถอดรหัสวิกฤตฝุ่นภาคเหนือ จากงานวิจัยสู่หนทางเพื่ออากาศสะอาด
8 เม.ย. 2569 14:28
View: 143

Aukson
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องการเผาป่าหรือการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับมิติด้านสิทธิที่ดินทำกิน หนี้สินของเกษตรกร และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง El Niño
อากาศเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม แต่ในวันนี้สำหรับพี่น้องชาวภาคเหนือ อากาศบริสุทธิ์กลับกลายเป็น ราคาที่ต้องจ่ายราคาแพงเพื่อแลกมา ไม่ว่าจะเป็นค่าหน้ากาก N95 เครื่องฟอกอากาศราคาหลักหมื่น หรือค่ารักษาพยาบาลในวันที่ปอดถูกรุกราน เรากำลังอยู่ในวาระที่ต้อง ซื้ออากาศหายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
7 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา “วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ... วิจัยนวัตกรรมมีคำตอบ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.เจน ชาญณรงค์ กรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5”(Promoting Committee : PC) นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงาน “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (Program Director :PD) นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นระบบ รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพสำหรับการรับมือจากฝุ่น PM2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช.
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลายพื้นที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเผาในพื้นที่ป่า ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นสะสมและไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและปัญหาสุขภาพในระยะยาว วช. ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนการเสวนาครั้งนี้มีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์มลพิษทางอากาศ แนวทางการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ มาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยบรรเทาปัญหา เช่น ห้องปลอดฝุ่น รวมถึงการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
-----------------
#เสวนา “วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ... วิจัยนวัตกรรมมีคำตอบ”
ดร.เกศศินี อุนะพำนัก ผู้อำนวยการส่วนมลพิษทางอากาศข้ามแดน กรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลในประเด็นสถานการณ์และการคาดการณ์ฝุ่นละออง PM2.5
ช่วงเวลาวิกฤต ฝุ่นจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม โดยมีค่าสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน
ปัจจัยสภาพอากาศ ปรากฏการณ์ "ฝาชีครอบ" หรือการผกผันของอุณหภูมิ (Inversion) ทำให้การระบายอากาศไม่ดี ฝุ่นจึงสะสมตัวในปริมาณมหาศาล
นอกจากแหล่งกำเนิดในประเทศแล้ว พื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนตามทิศทางลมตะวันตกเฉียงใต้
-----------------
"คน" หลังม่านควัน ความจริงที่เจ็บปวดกว่าที่ตาเห็น
หากเรามองผ่านงานวิจัยโดย ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เราจะพบว่าปัญหาการเผาไม่ใช่เรื่องของความมักง่าย แต่คือ ความอยู่รอด เชิงโครงสร้างผ่านตัวละครจำลอง (Personas) ที่มีชีวิตอยู่จริงในสังคม
ปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือแตกต่างจากที่อื่นด้วย 3 ปัจจัยหลักที่เชื่อมโยงกัน
1.ภูมิประเทศและอากาศปิด ลักษณะแอ่งกระทะที่มาพร้อมปรากฏการณ์ฝาชีครอบ กักขังฝุ่นไว้ไม่ให้ระบายออก
2.ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ความแห้งแล้งจัดทำให้เชื้อเพลิงสะสมมหาศาลและติดไฟได้ง่ายกว่าปกติ
3.ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ปัญหาหนี้สินและการขาดเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกิน บีบให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกอื่นในการเตรียมพื้นที่นอกจากวิธีที่ประหยัดที่สุดคือการใช้ไฟ ก่อนที่เราจะตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยความโกรธแค้น เราจำเป็นต้องแยกแยะ "ประเภทของไฟ" ให้ชัดเจน เพราะเปลวไฟแต่ละกองมีที่มาและเหตุผลเบื้องหลังที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การวิเคราะห์เชิงสังคมศาสตร์พบว่า ไฟในภาคเหนือมีหลายประเภทและเกิดจากเหตุผลที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจคนหลังกองไฟ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา
คุณปัน (อายุ 55 ปี) เกษตรกรข้าวโพดแม่แจ่มที่แบกภาระหนี้สินท่วมตัว บนพื้นที่ลาดชันที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง การใช้ไฟจึงเป็นทางเลือกเดียวในต้นทุนที่เขาจ่ายไหว
คุณคำปัน (อายุ 50 ปี) เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวที่ต้องการไฟเพื่อกระตุ้นหญ้าอ่อนสำหรับปศุสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเนื้อวัวที่คนเมืองบริโภค
น้องเต้ย: เด็กจบใหม่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด แต่ติดกับดักเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน หลัง มช. เมื่อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ การวางแผนเกษตรยั่งยืนในระยะยาวจึงเป็นไปได้ยาก
พี่โจ้ อาสาสมัครดับไฟป่าผู้เสียสละที่ต้องบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากการทำหน้าที่ สะท้อนถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของชุมชนที่ไร้ซึ่งสวัสดิการและการดูแลที่เพียงพอ
การใช้นโยบายห้ามเผาแบบเหมาเข่งมักส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเป็นการกดทับความจำเป็นของชีวิต และทำให้เกิดการแอบเผาแบบชุลมุน ที่ควบคุมไม่ได้ ข้อมูลจากการวิจัยจำแนกไฟออกเป็นหลายมิติ
ไฟเพื่อวิถีชีวิต การทำไร่หมุนเวียนตามภูมิปัญญาดั้งเดิม การหาของป่า และการล่าสัตว์
ไฟเพื่อการเกษตร การเผาตอซังข้าวและข้าวโพดในพื้นที่สูงชันที่ไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้
ไฟเพื่อปศุสัตว์ การจุดไฟเพื่อให้หญ้าระบัดสำหรับเลี้ยงวัว (มักเกี่ยวข้องกับกลุ่มวัวไล่ทุ่งตามชายแดน)
ไฟจากความขัดแย้ง ไฟแค้นหรือไฟที่เกิดจากการเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน
ไฟบริหารจัดการ ไฟเพื่อการดับไฟ (ไฟชนไฟ) และการชิงเผาเพื่อลดเชื้อเพลิง
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อน
สิทธิที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่ป่าขาดความมั่นใจในการลงทุนปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจระยะยาวเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์
หนี้สิน ภาระหนี้สินบังคับให้เกษตรกรต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งมักจบลงด้วยการเผา
งบประมาณท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมักประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นจริง
-----------------
น.ส.กรวิภา ปุนณศิริ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กรมอนามัย เพิ่มข้อมูลมาตรการรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 และแนวทางการป้องกัน
มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลกในปี 2024 และ PM 2.5 เป็นสารก่อมะเร็งที่ ไม่มีระดับความปลอดภัย (No Safety Level)
สถิติผู้ป่วย ในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2569 พบจำนวนผู้ป่วยจากโรคที่สัมพันธ์กับฝุ่นละอองสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มเปราะบาง เด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและผู้สูงอายุได้รับผลกระทบสูงสุด นวัตกรรมห้องปลอดฝุ่นช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลของผู้สูงอายุในศูนย์พักพิงได้ถึง 50%
กลไกสู้ฝุ่น กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการผ่าน 4 มาตรการหลัก
1.สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและสื่อสารความเสี่ยง
2.ลดและป้องกันผลกระทบ เช่น การขยายผลห้องปลอดฝุ่นกว่า 8,500 ห้องทั่วประเทศ
3.จัดระบบบริการการรักษา คลินิกมลพิษ
4.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการผ่านศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC)
-----------------
#นวัตกรรมDustBoyDustGirl
เมื่ออากาศภายนอกเป็นอันตราย การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) จึงเป็นภารกิจเร่งด่วน ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พัฒนานวัตกรรมเซ็นเซอร์วัดฝุ่น DustBoy (นอกอาคาร) และต่อยอดสู่ DustGirl (ในอาคาร) ภายใต้หลักการ กั้น-ดัน-ฟอก
ระบบ Positive Pressure (ความดันบวก) คือหัวใจหลัก โดยการเติมอากาศสะอาดเข้าไปในห้องเพื่อผลักฝุ่นไม่ให้เล็ดลอดเข้ามา ข้อมูลสถิติจากพื้นที่นำร่องในจังหวัดลำปาง ระบุชัดเจนว่า ห้องปลอดฝุ่นช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีนัยสำคัญ จากค่าเฉลี่ย 28 เคสต่อเดือน ลดลงเหลือเพียง 15-18 เคส
ที่น่ากลัวกว่า PM 2.5 คือ PM 0.1 ซึ่งงานวิจัยชี้ว่ามันเล็กจนสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังและระดับไมโครโซมได้โดยตรง นี่คือเหตุผลที่ห้องปลอดฝุ่น ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คืออุปกรณ์ช่วยชีวิต
-----------------
#ปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ
อ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคที่ใหญ่กว่ากำแพงฝุ่นควัน คือ ระบบรัฐราชการ 3 อุปสรรคใหญ่
1.งบประมาณแช่แข็ง ระบบรัฐต้องจองงบประมาณล่วงหน้า 2 ปี แต่ฝุ่นเปลี่ยนตามเอลนีโญในรายสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสเปกงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ เช่น การซื้อเครื่องเป่าลมที่ใช้งานจริงไม่ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถือมือเปล่า ไปดับไฟ
2.สุญญากาศทางการเมืองท้องถิ่น ในช่วงรอยต่อการเลือกตั้ง อบต. หรือการโยกย้ายข้าราชการในช่วงเดือนตุลาคม ทำให้การสั่งการขาดความต่อเนื่อง ปัญหาฝุ่นจึงรุนแรงขึ้นเพราะไม่มีเจ้าภาพ ในระดับพื้นที่ที่กล้าตัดสินใจ
3.กฎหมายที่ทับซ้อน ท้องถิ่นอยากช่วยแต่กลัวผิดกฎหมายอุทยานฯ การแก้ปัญหาจึงเป็นแบบหรี่ตาหนึ่งข้าง ทำงานท่ามกลางความเสี่ยง
ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้อตอ
1.การสร้าง Political Will จากแนวราบ นโยบายสาธารณะต้องสร้างจากฐานข้อมูลจริงในพื้นที่ Bottom up และต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนในการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด
2.มีกระบวนการ Lesson Learned ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เคยทำ ปรับระบบบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่อย่างจริงจัง
3.กำหนดมาตรการ เป้าหมาย/ระยะเวลา เพื่อจัดการกับพื้นที่ที่เป็นปัญหาซ้ำซาก กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการจัดการที่ชัดเจนสำหรับพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ซ้ำซาก เช่น พื้นที่อุทยานที่ไหม้ต่อเนื่อง 5 ปี โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เข้ามากำกับ
4.การปฏิรูปกฎหมาย ต้องระบุคำนิยามของ PM 2.5 และ ฝุ่นควัน ลงในกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจใช้เงินงบประมาณในการจัดการมลพิษได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย + ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
5.ปรับเปลี่ยนระบบ และวิธีการจัดสรรงบประมาณ เปลี่ยน “วิธีคิดของระบบราชการ” และจัดงบให้สอดคล้องกับสถานการณ์มลพิษทางอากาศ
-----------------
#Warroomชุมชน หนทางสู่อากาศสะอาดด้วยข้อมูลและความเข้าใจ โดย น.ส.อักษรสิริ ด้วงแจ่ม นักวิจัยจากไทยพีบีเอส (Thai PBS)
ในสถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือปีนี้ ปัญหาที่เราเผชิญ ไม่ใช่แค่ฝุ่น แต่คือ “ช่องว่างระหว่างข้อมูลกับการตัดสินใจ”
แม้วันนี้เราจะมีข้อมูลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะเป็นค่าฝุ่นรายชั่วโมง จุดความร้อนจากดาวเทียม หรือภาพถ่ายทางอากาศ แต่ในความเป็นจริง คนที่ต้องใช้ข้อมูลมากที่สุด คือคนหน้างาน กลับยังเข้าถึงข้อมูลไม่ทันเวลา หรือใช้ตัดสินใจได้ยาก
ดังนั้น ปีนี้สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่ ผลิตข้อมูลเพิ่มแต่คือทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ใช้ได้จริง
WARROOM PRO เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจ ทีมวิจัยพัฒนาแพลตฟอร์ม https://www.warroom.pro/ ให้เป็น #ศูนย์บัญชาการข้อมูล ที่รวม ข้อมูล + คน + การตัดสินใจ ไว้ในที่เดียว หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การดูข้อมูล แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจทันทีในพื้นที่
ระบบสามารถ ดูจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ จากดาวเทียม (เช่น VIIRS ของ NASA) วิเคราะห์ทิศทางลม คาดการณ์การเคลื่อนที่ของควันล่วงหน้า 1–2 ชั่วโมง ใช้ข้อมูลภูมิประเทศวางแผนเข้าดับไฟ แผนที่ภูมิประเทศ (เส้นชั้นความสูง) วางแผนเข้าพื้นที่ แบบจำลองการกระจายควัน ประเมินผลกระทบต่อชุมชน จากรอให้ไฟเกิดแล้วค่อยแก้ สู่คาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า
ซึ่งทดลองใช้จริงในพื้นที่นำร่อง เช่น ที่ ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
• ตรวจพบไฟตั้งแต่ ช่วงเช้าไม่ต้องรอจังหวัด
• เข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้นหลายชั่วโมง
• รู้ทันทีว่าไฟอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด
ลดความล่าช้าเป็นการลดการลุกลามของไฟ
ตำบลเมืองแปง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
• ใช้บริหาร การชิงเผา/เผาควบคุม
• ดูลมและการระบายอากาศก่อนตัดสินใจ
• ลดผลกระทบต่อเมืองท่องเที่ยว
เชื่อมการจัดการไฟ กับ เศรษฐกิจท้องถิ่น
Warroom คือ การทำให้ระบบนี้ ลงไปอยู่ในมือของพื้นที่จริง เราไม่ได้ออกแบบระบบ ให้ใช้เฉพาะในระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง แต่พัฒนาไปสู่ วอร์รูมระดับท้องถิ่นมาเช่น ระดับตำบล หรือกลุ่มพื้นที่ป่ารอยต่อ ในระบบนี้คนในพื้นที่สามารถเป็นผู้ใช้และผู้จัดการข้อมูลเอง ช่วยให้คนในพื้นที่ไม่ต้องรอคำสั่งแบบ Top-down จากส่วนกลาง ทำให้ชุมชน "รู้ไว ดับเร็ว" โดยเฉพาะการป้องกันไฟกลางคืนการมีข้อมูลในมือทำให้ท้องถิ่นตัดสินใจบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามสภาพอากาศจริง ไม่ใช่ทำตามคำสั่งกระดาษจากราชการที่มักมาช้ากว่าเปลวไฟเสมอ
#ยิ้มสู้Matchingอาสา เชื่อมความช่วยเหลือให้ตรงจุดมากขึ้น
ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีคนจำนวนมากอยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยใคร ในขณะที่คนหน้างานบางพื้นที่ขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น เราจึงพัฒนา ระบบ ยิ้มสู้ Matching อาสาให้เป็นแผนที่กลางของความต้องการ คนหน้างานสามารถปักหมุดได้เลยว่าต้องการอะไร อยู่ที่ไหน และคนที่อยากช่วยสามารถเลือกช่วยได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ทำให้ความช่วยเหลือ ไม่ซ้ำซ้อนและไปถึงจุดที่ต้องการจริง เปลี่ยนจากการช่วยแบบกระจายไปสู่การจัดการทรัพยากรด้วยข้อมูล
ในอีกด้านหนึ่ง แพลตฟอร์มความร่วมมือ #ทันฝุ่นทันไฟ และเข้าใจปัญหาด้วยตัวเอง
เปลี่ยน "ข้อมูลทางวิชาการที่ซับซ้อน" ให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงคนทั่วไป https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/aws9fapvq2q9rsu2ticyel56-
แปลงข้อมูลที่ซับซ้อนให้ประชาชนใช้ได้ แปลงข้อมูลให้เข้าใจง่ายสำหรับประชาชน รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและทำให้อยู่ในรูปแบบ ที่คนทั่วไปใช้ได้ เช่น แผนที่สถานการณ์ กราฟพยากรณ์ หรือข้อมูลรายพื้นที่ รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ของตัวเองได้ ผ่านเครื่องมือ C-Site ThaiPBS
ส่วนของการ #ยกระดับยกระดับทัพนักสื่อสารในช่วงสถานการณ์ฝุุ่น สื่อสารสู้ฝุ่น PM2.5 อบรมหลักสูตรการสื่อสารวิกฤตมลพิษอากาศ สถานีฝุ่น ปี 5 และเยาวชนต้นกล้าท้าหมอกควัน ขยับจากการสื่อสารเพื่อให้ความรู้ ไปสู่ การสื่อสารเชิงลึกด้วยข้อมูล ผ่านการอบรมเครือข่ายนักสื่อสารร่วมกับสภาลมหายใจภาคเหนือ และสถานีฝุ่น ครอบคลุม 4 มิติ นโยบายและโครงสร้าง วิทยาศาสตร์ข้อมูล ผลกระทบสุขภาพและสังคม การสื่อสารชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในพื้นที่จริง
และ มิติการสื่อสารผ่าน #สารคดีชุดฝุ่นไฟหนทางสู่อากาศสะอาด ที่ผลิตโดยกองบรรณาธิการ ผ่านชุดความรู้จากแผนงาน “การลดไฟในป่ากรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแก้ปัญหา นโยบายและการสื่อสารเชิงรุก”เปิดโครงการ “AirForAll – ลดการเผา เพื่ออากาศสะอาด” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และสถานการณ์จริงในพื้นที่ที่กำลังเผชิญอยู่ ผลิตโดยผู้ผลิตอิสระท้องถิ่น ที่ทำงานร่วมกับ สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ไทยพีบีเอส เกาะติดสถานการณ์เรื่องฝุ่น/ไฟ มาอย่างต่อเนื่อง
ความจริงที่อยู่หลัง ฝุ่นและไฟ ไม่ได้มีแค่เรื่องการดับหรือไม่ดับไฟ แต่มันเกี่ยวพันตั้งแต่ วิทยาศาสตร์การ พยากรณ์ไฟและฝุ่น ที่ต้องแม่นยำ ข้อจำกัดทางกฎหมายที่บางครั้งกลับแช่แข็ง การทำงานของด่านหน้า ไปจนถึง วิถีชีวิตของผู้คนกับป่า ที่ยังต้องพึ่งพาไฟเพื่อการทำกิน
สารคดีชุด ฝุ่นไฟหนทางสู่อากาศสะอาด จะพาเราออกจากกรอบการมองปัญหาแบบง่าย ๆ ไปสำรวจว่าเบื้องหลังฝุ่นควันภาคเหนือ แท้จริงแล้วคือ ระบบที่ซับซ้อนของคน ป่า นโยบาย และเทคโนโลยี ถ้าอยากแก้ปัญหาฝุ่นไฟจริง ๆ เราอาจต้องหยุดมองปัญหาแบบแยกส่วน แล้วเริ่มมองให้เห็น ทั้งระบบ และตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไมการดับไฟด้วยคำสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว จึงไม่เคยพาเราออกจากวิกฤตนี้ได้ ร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า ทางรอดของอากาศสะอาดควรเริ่มจากตรงไหน ตลอด 5 ตอน
ตอนที่ 1 : ความซับซ้อนของไฟ - 30 มีนาคม 2569
ทำความเข้าใจว่าไฟป่าภาคเหนือไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีมิติทางนิเวศและสังคมซ่อนอยู่
ตอนที่ 2 : สิ่งที่ด่านหน้าอย่างท้องถิ่นต้องพบเจอ - 6 เมษายน 2569
เสียงจากคนทำงานจริงในพื้นที่ กับข้อจำกัดของกฎหมาย งบประมาณ และอำนาจการตัดสินใจ
ตอนที่ 3 : รู้จักไฟ นโยบาย และเครื่องมืออย่าง FireD - 13 เมษายน 2569
เมื่อวิทยาศาสตร์และข้อมูลเริ่มเข้ามาช่วยให้การจัดการไฟมีความแม่นยำมากขึ้น
ตอนที่ 4 : แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ อย่าง PES - 20 เมษายน 2569
แนวคิดใหม่ที่มองว่าการดูแลป่าและลดไฟ ควรมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสำหรับชุมชน
ตอนที่ 5 : เทคโนโลยี โดรน และ Big Data - 27 เมษายน 2569
อนาคตของการจัดการฝุ่นไฟ ที่อาจไม่ได้อาศัยแค่แรงคน แต่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยตัดสินใจ
เพราะเราเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลแต่ต้องการความเข้าใจร่วมกันของสังคมสารคดีชุดนี้จะพาเราออกจากกรอบเดิมไปเห็นว่าไฟป่าไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็นเรื่องของ คน ป่า นโยบาย และเทคโนโลยี ตั้งแต่ความซับซ้อนของไฟ เสียงของคนด่านหน้า บทบาทของวิทยาศาสตร์และเครื่องมือใหม่ ไปจนถึงแนวทางเชิงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อชวนเราตั้งคำถามใหม่ว่าถ้าเรายังแก้ปัญหาแบบแยกส่วนเราจะออกจากวิกฤตนี้ได้จริงหรือ
https://www.facebook.com/share/p/18WuPtPjaT/
ติดตามได้ใน เพจ I CAN และ The North องศาเหนือ และช่องทางหน้าจอ ช่องหมายเลข 3 ไทยพีบีเอส
-----------------
งานวิจัยของ วช. กำลังสร้างรากฐานความรู้ที่ ครบในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่การแก้ปัญหาที่รากเหง้าต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และที่สำคัญที่สุดคือ เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ในการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้เกิดขึ้นจริง
สุดท้ายแล้ว... สิทธิในการหายใจ ไม่ควรเป็นเรื่องที่เราต้องร้องขอ แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องรับรอง เราจะยอมให้ลูกหลานเติบโตมาพร้อมกับความเคยชินที่ต้องซื้ออากาศหายใจ หรือจะเริ่มใช้ความรู้เหล่านี้นำทางไปสู่อนาคตที่ฟ้าทางเหนือจะกลับมาใสอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง














